เรื่องราวของหญิงชาวนา…ที่ไม่ได้ยากจน น่าสงสาร อย่างที่เคยรู้


แม่ปิ่นอนงค์  บุ้งทอง

– –  ชาวนาคุณธรรมแห่ง อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร – –

 

 

เป็นอะไรที่ดีมากเลยนะ การทำเกษตรอินทรีย์แล้วก็การเป็นชาวนาคุณธรรมเนี่ย 

แม่ปิ่นเล่าถึงสิ่งที่ทำให้ฟังด้วยรอยยิ้ม

“ทำอย่างนี้ เรามีหมู่มีกลุ่ม ไม่ต้องไปพึ่งนายทุน ไม่ต้องไปพึ่งตลาด  ไม่ต้องไปให้เขาโกง   แต่ก่อนตอนที่ทำเคมีก็เป็นหนี้  ได้เงินมาก็ไม่พอใช้   แต่วันนี้มีเงินเหลือใช้หนี้ได้  ปีละหมื่นสองหมื่น   ทุกวันนี้ที่บ้านแม่ปิ่นไม่มีอะไรมาก แต่มีอย่างละเล็กละน้อยทุกอย่าง  สมุนไพรที่หมอเขียวบอก สิบกว่าอย่างมีหมดเลย  เดินจากหน้าบ้านถึงหลังบ้านก็พอแล้ว  จะกินข้าว แค่เดินรอบบ้านก็มีผักกินได้ แค่นี้ก็พอแล้วไม่ต้องมีอะไรมาก ก็อย่างที่อาโจน จันใดบอกแหละ  ทำชีวิตให้ง่ายเข้าไว้”

สังเกตจากน้ำเสียงและรอยยิ้มบนใบหน้า  ก็คงไม่ต้องสงสัยแล้วว่า ชีวิตการเป็นชาวนาคุณธรรมของแม่ปิ่นอนงค์นั้น  มีความสุขเพียงไร

 

                ~กว่าจะมีวันนี้~

แต่บนเส้นทางชีวิต …กว่าที่ใครคนหนึงจะเดินทางมาพบกับจุดที่เหมาะสมกับตัวเองได้นั้น   บางครั้งก็ต้องผ่านเส้นทางอันคดเคี้ยววกวนมาก่อน

แม่ปิ่นอนงค์ก็เช่นกัน  กว่าที่จะมาเป็นชาวนาที่ทำนาอย่างมีความสุขอย่างในทุกวันนี้   ลูกชาวนาอย่างเธอก็เคยบินออกนอกเส้นทางไปไกล   – ก็เช่นเดียวกับลูกชาวนาทั่วไป ที่พ่อแม่ไม่ได้อยากให้เป็นชาวนา   เด็กหญิงปิ่นอนงค์จึงตัดสินใจตามใจพ่อแม่ด้วยการหันหลังให้อาชีพกระดูกสันหลังของชาติ  แล้วก้าวเข้าสู่เมืองหลวงหลังจากเรียนจบสายอาชีพ

เปลี่ยนจากอาชีพที่ต้องตากแดดตามฝน  มาเป็นอาชีพที่ได้ตากลมในห้องแอร์ – อาชีพช่างเสริมสวย

แม้ว่าอาชีพนั้นจะทำให้เธอมีกินมีใช้ได้อย่างไม่ขัดสน ให้ความสะดวกสบายในแบบที่อาชีพชาวนาให้ไม่ได้  แต่บางครั้งก็ใช่ว่าการเงินที่ดีและความสุขสบายภายนอก  จะบันดาลความสุขภายในให้เสมอไป   เพราะสิ่งที่ปรากฏขึ้นในหัวใจของสาวจากบ้านนาก็คือ ชีวิตแบบนี้ – มันไม่ใช่ !

“ไปอยู่ห้องแอร์ รู้สึกว่ามันไม่ใช่ของเรา  เราชอบธรรมชาติ   ชอบทุ่งนา  เราไม่ชอบเสียงรถวิ่ง  ไม่ชอบที่อยู่กับคนเยอะๆแล้วไม่รู้ใครเป็นใคร  ขนาดอยู่ใกล้ๆกันเราก็ไม่รู้จัก”

หลังจากทนอยู่ได้ปีกว่า  สาวปิ่นก็ตัดสินใจกลับบ้าน และได้แต่งงานกับชายหนุ่มบ้านเดียวกันและช่วยกันทำนา  แต่สุดท้าย ก็มีเหตุที่ทำให้ทั้งสองเลิกรากัน   และเมื่อแม่ปิ่นได้แต่งงานใหม่  เธอจึงเริ่มชีวิตใหม่ด้วยการเปิดร้านเสริมสวยที่ใต้ถุนบ้าน  จากนั้นก็เปลี่ยนมาค้าขาย  โดยขอยืมเงินจากนายทุนมาลงทุน

แม้ว่ากิจการไปได้ดี  มีเงินเก็บพอสมควร แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังไม่ทำให้เธอพบกับคำว่าความสุขอย่างแท้จริง

“ เราก็รู้ว่ามันไม่ใช่ความสุขแต่เราก็ต้องทำ   ก็เพราะความอยากมีเหมือนเขานั่นแหละ  เห็นเขามีอะไรก็อยากมีบ้าง

เราก็ต้องไขว่คว้าหาอันนั้น  เราอยากได้ มันก็ต้องได้ เราก็ต้องทำๆๆอยู่อย่างนั้น   บางทีตีสองตีสามก็ต้องตื่นขับรถไปแล้ว อย่างขายสินค้าเงินผ่อนไป ก็ต้องไปทวงเงินจากเขา ซึ่งเราลำบากใจมาก บางทีก็ต้องไปทะเลาะกับเขา  เราไม่สบายใจ ไม่มีความสุขเลย แต่ก็ต้องทำเพื่อให้ได้เงินมา เราไม่อยากให้ชาวบ้านดูถูกเรา

ชีวิตแม่ปิ่นในวันเวลานั้น ก็ไม่ต่างอะไรจากปลาตัวหนึ่งซึ่งว่ายไปตามฝูง  ดิ้นรน แข่งขัน  ว่ายอย่างสุดกำลังเพียงเพื่อให้ไม่ตกเป็นที่รั้งท้ายของฝูง  แต่แล้ววันหนึ่งก็มีบางสิ่ง ที่มาเตือนสติให้ปลาตัวนั้นหยุดว่าย  – หยุดว่ายตามเขา แล้วกลับมาว่ายในเส้นทางของเรา

สิ่งนั้น ก็คือ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สิ่งนั้นทำให้ปลาอย่างแม่ปิ่นได้หยุดคิด  ประกอบกับได้ฟังวิทยุชุมชนคลื่น91.5 ของมูลนิธิธรรมะร่วมใจโดยบังเอิญ ในวันหนึ่งที่เปิดเจอขณะขับรถ  สิ่งที่ได้ฟังวันนั้น ก็ยิ่งตอกย้ำให้แม่ปิ่นชัดเจนขึ้นในเรื่องของความพอเพียงและการพึ่งตนเอง    ยิ่งได้ฟังมากขึ้น  ก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจ จนกระทั่งในที่สุดจึงตัดสินใจคุยกับสามีว่า จะหยุดกิจการค้าขายทั้งหมด  หยุดการวิ่งไล่ไขว่คว้า  แล้วหันมาเดินตามรอยเท้าพ่อหลวง  —  เส้นทางแห่งความพอเพียง

“ก็คุยกับแฟนว่า เลิกเถอะ เรามีพออยู่พอกินแล้ว บ้านเราก็มีเล็กๆหลังนึง ก็พออยู่ได้  โชคดีที่แฟนเข้าใจ”

หลังจากตัดสินใจอย่างนั้น   เงินครึ่งแสนที่ตามเก็บไม่ได้ จากคนที่ซื้อสินค้าเงินผ่อนไป  เธอตัดสินใจยกหนี้ให้ทั้งหมด  โดยไม่ไปตามทวงอีกเลย  – คิดซะว่า มันเป็นกรรมของเราที่เคยไปเอาของคนอื่นเขามา  เธอว่าอย่างนั้น แล้วหันมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งด้วยการกลับไปช่วยพ่อแม่ทำนา

 

                ~สู่เส้นทางชาวนา~

ก็เช่นเดียวกับชาวนาทั่วไป ที่พ่อแม่ของเธอยังคงทำนาแบบเคมี  ด้วยความที่เธอเป็นลูก ช่วงแรกๆจึงยังทำตามวิธีการของพ่อแม่   จนกระทั่งปี 2546 เธอจึงตัดสินใจเอ่ยปากขอแบ่งที่นาบางส่วนมาเพื่อทำเป็นของตัวเอง ซึ่งก็ได้มา10ไร่

แม้ช่วงเวลานั้น เธอพอจะได้ยินได้ฟังเรื่องเกษตรอินทรีย์มาบ้าง  แต่ก็ยังไม่กระจ่างชัด และเกษตรอินทรีย์ในเวลานั้นยังไม่แพร่หลาย การหาซื้อวัตถุดิบที่จำเป็นอย่างกากน้ำตาลก็ยังหาซื้อยากอยู่  เธอจึงแค่เป็นผู้ได้ยินได้ฟัง แต่ยังไม่ลงมือปฏิบัติ

จนกระทั่งปี2547 มีงานอบรมเกษตรอินทรีย์ที่จัดโดยธกส.และมีวัตถุดิบที่จำเป็นขาย   นาอินทรีย์แนวทดลองครั้งแรกจึงเกิดขึ้น โดยใช้ขี้วัว ขี้ควายที่เก็บจากตามถนน บวกกับปุ๋ยเคมีบ้างเล็กน้อย   ต่อมาจนถึงปี 2548 ได้มาอบรมที่วัดป่าสวนธรรม  หนทางเกษตรอินทรีย์และหนทางชีวิตก็ยิ่งชัดเจน  เหมือนกับว่า ได้เจอสิ่งกับที่รอคอยมานาน

“มาเจอวัดสวนธรรมแล้วรู้สึกว่า โอ้โห เราเจอแล้ว …. ชอบมาก  ชอบทั้งเรื่องอาหาร ชอบทั้งเรื่องการอยู่การกิน  เรื่องธรรมะ ชอบทุกอย่าง คือคนในกลุ่มเราจะไม่พูดเสียงดัง ไม่ติฉินนินทา มีสัมมาคารวะ  นี่คือสิ่งที่อยากจะเห็นมานานแล้ว เป็นความรู้สึกลึกๆในใจที่มันเกิดขึ้นเองเลย”

ถ้าเป็นภาษาวัยรุ่น ก็คงเรียกว่า – มันโดนใจ –

แล้วหลังจากนั้น  ผืนนาสิบไร่ของแม่ปิ่นอนงค์ ก็ไม่ได้ลิ้มรสสารเคมีใดๆอีกเลย

นอกจากสารเคมีจะไม่ได้ย่างกรายเข้าไปในที่นาแล้ว  จากนาโล่งๆที่เคยปลูกแต่ข้าว ก็เริ่มมีพืชผักสวนครัวและสมุนไพรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ด้วยความคิดที่ว่าทำอย่างไรถึงจะมีอยู่มีกินอย่างยั่งยืน   เริ่มต้นจากผักที่กินบ่อยที่สุดอย่างพริก มะเขือ  จนวันนี้แม่ปิ่นบอกว่า จะกินข้าวแต่ละมื้อ แค่เดินจากหน้าบ้านไปถึงหลังบ้านก็มีกินแล้ว  ทั้งพืชผักสวนครัวและพืชผักสมุนไพร

จากแต่เดิมที่ดินไม่ดี ปลูกผักไม่งาม ก็ได้เทคนิคการผ่าตัดดินที่เรียนมาจากวัดสวนธรรมไปใช้   คือการขุดหน้าดินเป็นแนวยาว ลึกประมาณ 50 เซนติเมตรหรือมากกว่า  โดยมีหน้ากว้าง1-2 เมตร  แล้วเอาน้ำหมักหรือขี้วัวขี้ควายเทลงไป  ใส่แกลบ  ใส่เศษฟางเศษใบไม้จนเต็มหลุม  ทิ้งไว้ให้ย่อยสลาย ก็จะเนรมิตดินที่เคยแข็งกระด้างให้กลายเป็นดินดีอันอุดมไปด้วยธาตุอาหารได้

จากที่พ่อแม่ไม่เชื่อว่าเกษตรอินทรีย์จะกินได้  แต่เมื่อเธอทำให้นาสิบไร่มีข้าวงามจนเห็นผลชัดเจน พ่อแม่ก็ยอมรับในแนวทาง จนยินดีที่จะยกนาทั้งหมด 30 ไร่ที่เคยเป็นเคมี ให้แม่ปิ่นอนงค์เป็นผู้รับผิดชอบในการปรับเปลี่ยนสู่อินทรีย์

และเมื่อปี 2550  กลุ่มชาวนาคุณธรรม ก็ได้สมาชิกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งครอบครัว

 

~ เกษตรอินทรีย์นี่มันดีจริงๆ ~

สำหรับนาของแม่ปิ่นแล้ว  – แค่ปีแรก ก็ได้ผลดี

“ผลผลิตก็เพิ่ม ก็ดีกว่าทำเคมีเยอะเลย ไม่มีแมลงไม่มีอะไร  ช่วงปีแรกที่ทำก็ดีแล้ว อาจจะเป็นเพราะปีนั้นฝนดีด้วย”

อาจจะยังไม่แน่ใจ – ว่าที่ผลผลิตดี นั่นเป็นเพราะฝนดีหรือเป็นเพราะวิธีการกันแน่  แต่ทุกอย่างก็มากระจ่างชัดเมื่อปี 2552

“ปีนั้น อีสานนี่แล้งหมดเลย  คนในหมู่บ้านนี่ข้าวแทบไม่มีจะกินเพราะแล้งมาก  แต่แม่ปิ่นมีข้าวขาย  ตอนขนข้าวใส่รถไปขาย เขาถามว่าขนปุ๋ยเหรอ   เราก็บอก ไม่ใช่… เราขนข้าว เขาแทบไม่เชื่อเลย”

“ทั้งๆที่คนในหมู่บ้านที่ทำเคมีไม่มีจะกิน แต่แม่ปิ่นมีเหลือกิน ทั้งๆที่พันธุ์เดียวกันและพื้นที่เดียวกันกับเพื่อนเนี่ยแหละ  เขามาขอซื้อ แต่แม่ปิ่นบอกไม่ขาย  ให้เขายืมกินแทน  แล้วบอกว่าปีหน้าถ้ามีค่อยเอามาคืน  ถ้ายังไม่มีอีก ก็ปีต่อไปก็ได้ คืออยากแบ่งปันคนอื่น ไม่ได้คิดดอกเบี้ยอะไรเลยนะ  นี่แหละ คือผลดีของเกษตรอินทรีย์”

เกษตรอินทรีย์ ที่ไม่ใช่แค่ช่วยให้ผลผลิตข้าวงอกงาม  แต่ได้ทำให้บางสิ่งในหัวใจของแม่ปิ่นงอกงามขึ้นตามไปด้วย

“จากที่เราไม่มีอะไรเลย  เดี๋ยวนี้คนอื่นเขามาขอเรากินหมด  อย่างน้ำเต้าที่เราหว่านไว้ เราก็เก็บมาแจกชาวบ้านได้เต็มเลย วันละเป็นกระสอบๆ  เขาถามขายเท่าไหร่เราบอกไม่ขาย ไม่รู้จะเอาเงินไปทำไม   มันไม่คุ้มกัน เราอยากให้เขากินดีกว่า เพราะเราไม่ได้ลงทุนอะไร เราแค่ไปไถนาแล้วก็หว่าน”

ไม่ใช่แค่น้ำเต้า  แต่ไม่ว่าจะเป็นมะเขือ  พริก  กล้วย กะทกรก มะละกอ มะม่วง แก้วมังกร  และผักผลไม้หลากชนิด  ก็มีเพื่อนบ้านมาขอซื้อ  แต่แม่ปิ่นก็ยืนยันที่จะไม่ขาย  … แต่ให้เดินไปเก็บเอง

“เราก็บอก สวนนี้ถ้าไม่มีใครอยู่ แล้วอยากได้อะไรก็เชิญมาเก็บเลย  ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นการขโมย เพราะฉันปลูกไว้ให้แล้ว”

แต่ก็เป็นเรื่องแปลก ที่แม้ว่าจะอนุญาตขนาดนี้  ก็ไม่เคยมีเหตุการณ์ที่มีคนมาเก็บไปจนไม่เหลือให้คนปลูกกินเลยสักครั้ง

“เขายังแปลกใจเลยว่า  ทั้งๆที่นากับบ้านก็ห่างกันกิโลกว่า แล้วก็อยู่ข้างดงข้างป่า  ซึ่งปกติจะมีคนไปขโมยจนคนปลูกไม่ได้กิน   แต่ของแม่ปิ่นไม่มีใครขโมยเลย  อาจมีคนเก็บไปบ้าง แต่มันก็ยังเหลือ”

บางที นี่อาจเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของคำพูดที่ว่า คนเป็นผู้ให้ย่อมไม่เคยอับจน

“เรามีผักผลไม้ในบ้าน อย่างละเล็กละน้อย พอจะเลี้ยงครอบครัวเราและแบ่งปันให้คนอื่นได้นิดหน่อย แต่เราก็พอใจแล้วนะแค่นี้  ไม่ต้องสรรหาอะไรมากมาย ไม่เคยคิดอยากจะกินโน่นกินนี่ในตลาด   แค่อยู่บ้านเรา ก็ทำอะไรกินได้แล้ว  ผักก็เก็บสดๆมันก็อร่อยแล้ว   ไม่ต้องไปปรุงแต่งอะไรมากมาย  นี่แหละเกษตรอินทรีย์ แม่ปิ่นคิดว่าดีมากเลย” 

ถ้าเทียบกับการทำนาเคมีก่อนหน้านี่  เรียกได้ว่า คนละเรื่อง

“อย่างแต่ก่อน พ่อก็ทำเคมี   ถ้าปีนี้ใส่ปุ๋ยสิบกระสอบ  ปีต่อๆมาก็ต้องใส่เพิ่มเรื่อยๆ  ขายข้าวได้เกือบแสน  แต่สุดท้ายไม่เหลืออะไรเลยเพราะหักค่าปุ๋ยไปหมดแล้ว  ต้นทุนมันสูง แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ  ชาวนาทำนาแล้วก็ยังเป็นหนี้ ทำปีไหนก็บอกว่าเป็นหนี้   แต่พอแม่ปิ่นเปลี่ยนมาเป็นเกษตรอินทรีย์ มันก็มีเงินเหลือนะ  แม้จะขายโรงสีเดียวกัน ราคาเดียวกัน  แต่เราก็ยังมีเหลือ เพราะต้นทุนเราน้อยไง เราไม่ใช้สารเคมี มันก็ดีนะ สุขภาพเราก็ดี  ที่นาเราก็ดี   ยิ่งพอมาเป็นชาวนาคุณธรรมก็ยิ่งดี  เพราะเรามีหมู่มีกลุ่มช่วยกันทำ แล้วก็ไม่ต้องถูกโรงสีโกงเหมือนเมื่อก่อน ”

“เรียกว่าเราได้ดีเพราะที่นี่ก็ว่าได้  ก็คิดว่าจะทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ  จะได้มีดินดีๆไม่ต้องมีเคมีมาลง  และมีที่นาไว้ให้ลูกให้หลาน  ไม่อยากให้หมดเราแล้วรุ่นลูกบอกว่า ทำนาไปทำไม ทำนานี้มีแต่ จนๆๆ   เราก็อยากปูพื้นฐานให้ลูกให้หลานว่า  ทำอย่างนี้ก็มีกำไรนะ ”

เรียกได้ว่าคลื่นวิทยุชุมชนคลื่นหนึ่งและวัดๆหนึ่ง  ได้เปลี่ยนชีวิตคนๆหนึ่งที่เคยทะยานอยาก  ให้มารู้จักกับคำว่า “พอ” 

“ทุกวันนี้เราไม่ค่อยได้ซื้ออะไรเท่าไหร่  ก็มีผักมีหญ้าอยู่  อาทิตย์นึงจะไปตลาดครั้งนึง  ซื้อปลาตัวเล็กๆมากินกับข้าว ปลาตัวใหญ่ไม่เอา   ไม่ยุ่งเรื่องการกิน  ไม่ทำให้มันยากน่ะ อะไรมันง่าย เอาอันนั้น”

“อยากให้ไปดูบ้านของแม่ปิ่น เหมือนรังหนู หลังเล็กๆ  นี่ถ้าเจอวัดสวนธรรมก่อนสร้างบ้านนะ แม่ปิ่นจะทำหลังเล็กกว่านี้อีก ทำให้มันง่ายๆ คือฟังอาโจน ฟังคนโน้นคนนี้พูดเราก็มาปรับใช้กับชีวิตของเรา  ทำชีวิตให้ง่ายๆไม่ต้องมีอะไรมากหรอก”

“ไม่ได้อยากรวย อยากมีอะไรเหมือนใครเขาแล้ว  ไม่รู้จะดิ้นรนไปทำไปเยอะแยะ  เงินน่ะหาแค่พอใช้ก็พอแล้ว”

 

 

~แต่ก่อนเขาก็ว่าเรา บ้า… ~

การทำเกษตรอินทรีย์ให้ประสบความสำเร็จนั้น  แค่วิธีการหรือความเอาใจใส่อย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ   แต่ความแข็งแกร่งของจิตใจก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้   เพราะในวันที่เกษตรอินทรีย์ยังไม่เป็นที่ยอมรับและปุ๋ยเคมีถูกกระหน่ำแทบทุกผืนนา  การทำอะไรที่แตกต่างจากคนทั่วไป  ก็ไม่แคล้วต้องถูกสายตาที่มองมาว่า … บ้า

ด้วยความไม่มีวัวมีควายเหมือนคนอื่น  เธอจึงใช้วิธีไปกวาดขี้วัวขี้ควายที่กระจายเกลื่อนตามท้องถนนเพื่อมาใส่ในนา  กวาดใบไม้ตามวัดที่เขาจะเผาทิ้งมาทำปุ๋ยหมัก  ไปขอแกลบจากโรงสี  ไปของเศษฟางจากนาที่เขาจะเผาทิ้ง

คำยกยอสรรเสริญที่เธอได้รับจากชาวบ้านในละแวกนั้นก็คือ   “คนบ้ามาแล้ว เทศบาลมาแล้ว”

หากว่าในเวลานั้น เธอเลือกที่จะไม่บ้า แล้วกลับมาเป็นคนปกติเหมือนชาวบ้านทั่วๆไป  วันนี้เธออาจจะต้องทนรับหนี้สินจากปุ๋ยเคมีต่อไป   แต่โชคดีที่เธอยังยืนยันความบ้า โดยการกล้าทำในสิ่งที่แตกต่างตามวิถีทางที่ตนเชื่อ  จนกระทั่งความบ้านั้นเริ่มปรากฏผล

“จากแรกๆที่ไม่มีวัวมีควายเหมือนเขา   ผักที่เราปลูกก็เริ่มได้กินแล้ว ข้าวก็เริ่มงาม  พอปีที่สองที่สาม ก็บ้ากันทั้งหมู่บ้านเลย”

จากที่เคยมีเทศบาลกวาดขี้วัวอยู่คนเดียว   กลายเป็นว่าชาวบ้านทั้งหลายก็แห่กันมาทำตาม  จนวันนี้เทศบาลต้นตำรับถึงกับบอกว่า  – เก็บไม่ได้สักก้อนเลย  ไม่ว่าจะเป็นขี้วัวหรือใบไม้ตามวัด  จนวันนี้ต้องหันมาใช้น้ำหมักแทน

ว่ากันว่า การกระทำสำคัญกว่าคำพูด   บางครั้งหากว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องจริง   ไม่ต้องพูดอะไร   คนอื่นก็เห็นเอง  อย่างเช่นในเรื่องนี้  เพื่อนบ้านหลายๆคนก็เริ่มเข้าใจวิถีเกษตรอินทรีย์และพยายามที่จะทำบ้างแล้ว   แม้ว่าจะทำได้บ้าง ไม่ได้บ้างก็ตามที  แต่สัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่เห็นชัดเจนและเป็นความภูมิใจของคนทำเกษตรอินทรีย์คนหนึ่งก็คือ

“เวลามีเพื่อนมากินข้าวที่บ้าน  พอเราบอกว่าเกษตรอินทรีย์นะ เขาจะอยากกินของเราเลย   บอกขอกินหน่อยของดี”

 

 

~สิ่งที่ได้กลับคืนมา ~

แม่ปิ่นเล่าถึงสิ่งที่ได้จากการรู้จักกับวัดสวนธรรมและการฟังวิทยุชุมชนคลื่นนี้ว่า

“ถ้าไม่เจอวัด ไม่เจอหมอเขียว แม่ปิ่นตายไปนานแล้วนะ”

นอกจากจะได้เรื่องของความพอเพียง  และวิธีทำเกษตรที่ช่วยให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้สินแล้ว   อีกสิ่งหนึ่งที่แม่ปิ่นเล่าให้ฟังว่าได้จากการฟังวิทยุชุมชนที่นี่ก็คือ  ทางเลือกสุขภาพตามหลักหมอเขียว

“แม่ปิ่นเป็นโรคเลือดจาง ทำงานหนักไม่ค่อยจะได้   ถ้าทำงานหนัก เลือดก็จะน้อยแล้วหมดไปเรื่อยๆมันจะต้องไปเพิ่มเลือด  ก็ได้วิธีรักษาจากหมอเขียวบ้าง จากหมู่กลุ่มที่เราเจอบ้าง ก็ดีขึ้นมากจากที่เคยคิดว่าจะตายไปแล้ว”

จากที่เคยต้องให้เลือดทุกปี  แต่หลังจากที่ได้มาปฏิบัติตามหลักหมอเขียว คือกินอาหารฤทธิ์เย็น  เนื่องจากโรคนี้เกิดขึ้นเพราะร่างกายร้อน  อาการก็ดีขึ้นจนทุกวันนี้ไม่ได้ให้เลือดมาแล้วสองปี

นอกจากจะรักษาตัวเองแล้ว  แม่ปิ่นก็ยังเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน ช่วยหมอในการดูแลคนป่วยในหมู่บ้าน  ดูแลเรื่องสุขภาพ   โดยสิ่งที่เธอทำเป็นประจำก็คือทำน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็นสูตรหมอเขียวไปให้ผู้ป่วย ทำอาหารดีๆไปให้  โดยไม่ยอมรับเงินค่าตอบแทนใดๆ   แม้ว่าผู้ป่วยก็เคยรวมเงินกันแล้วเอามาให้บอกว่าเป็นค่าน้ำมันและค่าวัตถุดิบ  แต่เธอก็ไม่รับด้วยเหตุผลที่ว่า

“ก็เราสมัครใจทำ เราไม่ได้ไปซื้อหามา  แค่เดินจากหน้าบ้านไปหลังบ้าน ก็ได้ครบแล้ว แค่นี้เองเป็นเรื่องง่ายๆ  ทำได้เราก็ทำ อยากช่วยคนอื่น”

นอกจากจะอาสาสมัครเรื่องสุขภาพแล้ว  งานครัวในวัดสวนธรรมก็เป็นอีกงานที่แม่ปิ่นอนงค์จะมาช่วยเสมอ เวลาที่วัดมีงานอบรมหรือมีคนมาเยอะๆ  ซึ่งแม่ปิ่นบอกว่า ความประทับใจที่มีต่อวัดนี้ก็คือ ที่นี่ ไม่ต้องมีเงินก็ทำบุญได้  คือทำด้วยแรงกายแรงใจ  พระท่านบอกว่า การทำบุญที่ดีที่สุดคือแรงของเรา

“เราเป็นคนจน ถ้าไปวัดอื่นเราต้องมีเงิน  แต่มาวัดนี้ทำบุญสดๆคือแรง  บางทีเหนื่อยๆๆๆมากๆๆ แต่เราอิ่ม อิ่มในใจ  ในการที่ได้เสียสละ  มีความสุขมากเลย  แล้วสิ่งที่รู้สึกตั้งแต่มาทำที่วัดนี้นะ   คือเมื่อไหร่ที่เงินใกล้จะหมด ใกล้จะไม่มีใช้นะ   มันจะมีมาเองเลย   ไม่รู้มันมาจากไหน คือมันไม่เคยเข้าตาจนจริงๆน่ะ  มันจะมีมาเรื่อยๆ  แม่ปิ่นก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าเราทำบุญ   บุญมันก็คงไม่ทิ้งเรา”

และสิ่งสุดท้ายที่ขาดไม่ได้เลยก็คือเรื่องของครอบครัว – ครอบครัวที่กลับมาอบอุ่นเพราะธรรมะ

“เรียกว่าชีวิตเปลี่ยนไปเยอะมาก  แต่ก่อนแฟนสูบบุหรี่ กินเหล้า ทะเลาะกันประจำ”

แม่ปิ่นเล่าว่าในตอนนั้น ทั้งปัญหาบุหรี่ เหล้า ผู้หญิง การพนัน  ทุกอย่างมีครบหมด  เคยทะเลาะ เคยอดทน  จนถึงขั้นเกือบจะเลิกกัน แต่สุดท้ายก็มาคิดว่า     “เราเข้ามาในวัด เรามาช่วยคนอื่น  แล้วทำไมคนที่ใกลิชิดเราที่สุดเราไม่ช่วย”

เมื่อคิดได้ดังนั้น แม่ปิ่นจึงพยายามเก็บกลั้นความโกรธ  แล้วใช้วิธีเอาน้ำเย็นเข้าลูบ พูดจาดีๆเพื่อที่ขอร้องให้เขามาอบรมที่วัดสวนธรรม  ด้วยหวังว่าจะให้เปลี่ยนความคิดได้บ้าง  เรียกได้ว่าแทบจะทั้งกราบทั้งไหว้ กว่าที่สามีจะยอมมา   ซึ่งหลังจากนั้น ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริงๆ  จนทุกวันนี้ก็เลิกเหล้าเลิกบุหรี่ได้หมด และมาเป็นชาวนาคุณธรรมอีกคนหนึ่ง

“ได้ชีวิตใหม่ก็ว่าได้นะ  จากวัดสวนธรรมนี่แหละ”

 

~การได้รู้จักเครือข่ายฅนกินข้าวฯ ~

เมื่อถามแม่ปิ่นว่า รู้สึกอย่างไรที่มีกิจกรรมแบบนี้เกิดขึ้น  แม่ปิ่นตอบว่า

“โอ๊ย….ดีใจมากเลย อยากให้เขามาเห็น   อยากให้คนกินข้าวมาเห็นว่าชาวนาทำยาก ทำลำบากแค่ไหน  เขาจะได้เข้าใจความรู้สึกของเรา    เพราะอย่างเวลาเราไปขาย  เขาจะบอกว่าทำไมแพงจัง  ก็เลยอยากให้คนที่กินเนี่ยมาดูว่าเราทำลำบากแค่ไหน  มันเหนื่อยแค่ไหน   ทีนี้พอเขามาเห็น    โอ้โห… ดีใจมากเลย เขาเข้าใจเราน่ะ”

แม่ปิ่นบอกว่า ความแตกต่างที่สำคัญของชาวนาทั่วๆไปกับชาวนาคุณธรรมก็คือ  ชาวนาทั่วๆไปคือผู้จัดการนาที่สักแต่ว่าทำๆๆให้มันเสร็จๆไป   แต่ในขณะที่ชาวนาคุณธรรมคือชาวนาที่ทำข้าวด้วยความตั้งใจ อยากให้มันออกมาดีที่สุด

“เราตั้งใจทำแบบดีที่สุดให้คนกิน แล้วเมื่อเขาพอใจที่จะกินข้าวของเรา  นี่แหละเป็นสิ่งที่ดีใจมากเลย   ดีใจมากที่เกิดอย่างนี้ขึ้นมา  ที่คนกินข้าวกับชาวนาได้มาเจอกัน  เขาจะได้เข้าใจและยอมรับเราได้   ดีมากเลย  ถ้ามีอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็คงมีคนอื่นที่รู้ที่เห็นแล้วเอาไปขยายต่อ  ก็คงจะมีคนที่เขาเข้าใจเรามากกว่านี้”

สิ่งที่แม่ปิ่นฝากถึงเครือข่ายก็คือ อยากให้คนที่มีเงินมาช่วยสนับสนุนเรา  เพื่อที่กลุ่มข้าวคุณธรรมจะได้ดำเนินต่อไปได้   ไม่อยากให้คิดแค่เรื่องราคา  เพราะว่าเมื่อทำมาปริมาณน้อย  ราคาต่อถุงจึงต้องแพงเป็นธรรมดา  แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ คุณภาพของข้าว ที่กลั่นออกมาจากหยาดเหงื่อและหัวใจ

“ข้าวที่เราทำนี่มันดีที่สุดแล้ว   อยากให้ได้กินของดีๆที่เราทำไปน่ะ   ไม่อยากให้เขาคิดว่ามันแพงมันอะไร  เพราะกว่าจะได้มามันก็ลำบาก…. แต่ถึงจะลำบากแค่ไหนก็พอใจทำให้นะ”

 

ในยุคสมัยที่ชาวนาถูกมองว่าเป็นอาชีพที่ต้อยต่ำ ยากลำบาก เนื่องจากภาพที่ปรากฏอยู่ทั่วประเทศก็คือภาพแห่งความล่มสลาย การสูญสิ้นที่นาและภาวะหนี้สิน จนแทบจะไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกเป็นชาวนา

แต่ชาวนาอย่างแม่ปิ่น กลับมองต่างกัน   เธอมองว่าหากชาวนาตั้งใจทำนาและเดินมาถูกทาง   ถึงจะลำบาก แต่ชาวนาก็เป็นอาชีพที่ดีมาก

ถึงเราจะจนแต่เราก็มีข้าวกิน   อยู่กรุงเทพ ไม่มีเงินมันก็ไม่มีอะไรเลย  แต่มาเป็นชาวนา เรามีข้าว   ไม่มีเงินเราก็อยู่ได้  เราไม่ตาย  มันต่างกันตรงนี้   …. กรุงเทพน่ะ  ไม่เอาแล้ว เป็นชาวนาดีกว่า ยังไงก็ชาวนา”

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

%d bloggers like this: