05 หมอ –ศูนย์บาทรักษาทุกโรค

หมอ

–  เมื่อเงินศูนย์บาท สามารถรักษาได้ทุกโรค

 

“ผมเพิ่งมาเข้าใจว่า อาชีพที่มั่นคงที่สุดในโลกคืออาชีพทำงานฟรี” 

เจ้าของประโยคชวนสงสัยนี้ ก็คือ นายใจเพชร  กล้าจน

หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หมอเขียว

ความพิเศษของหมอเขียว ไม่ได้อยู่ที่การรักษาฟรีสำหรับทุกโรคเท่านั้น   แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่ว่า เขาคือผู้ค้นพบการรักษาในวิธีใหม่ ที่สามารถรักษาโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันให้หายขาด อย่างที่แพทย์ปัจจุบันไม่สามารถทำได้   และที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ทำได้โดยไม่ต้องพึ่งยาฝรั่ง  ไม่ต้องผ่าตัด  ไม่ต้องเอ็กซเรย์  ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแสนแพงใดๆ

แค่เปลี่ยนวิธีการกิน และวิถีการใช้ชีวิต  ….เท่านั้น … เท่านั้นจริงๆ เพียงแต่ต้องรู้วิธีการ

อาจเรียกได้ว่านี่เป็นแพทย์แผนใหม่ของโลก ที่หมอเขียวเรียกว่า  แพทย์วิถีพุทธ

และทุกวันนี้สิ่งที่หมอเขียวพยายามจะทำ  ก็คือการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เขาค้นพบนี้ให้กระจายไปมากที่สุด

ไม่ใช่เพื่อให้ผู้คนมาหาเขามากๆ    แต่เพื่อให้ผู้คนไม่ต้องมาหาเขาอีก

“หมอที่ดีที่สุดในโลก คือ ตัวคุณเอง”   เขากล่าวกับทุกคนไว้เช่นนั้น

 

  ~  เมื่อแพทย์แผนปัจจุบันเดินมาถึงทางตัน~

ใช่ว่าอยู่ดีๆหมอเขียวก็จะบรรลุถึงแนวทางแพทย์แผนใหม่ที่ว่า

ในอดีต หมอเขียวก็ไม่ต่างจากหมอแผนปัจจุบันทั่วๆไป คือเรียนจบจากวิทยาลัย สาธารณสุข และเข้าทำงานในโรงพยาบาลของจังหวัดมุกดาหาร

“ตอนนั้นเราก็พยายามช่วยเหลือชาวบ้านมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เอาหลักการที่เคยเรียนมาสอนชาวบ้านทุกอย่าง แต่ก็ไม่สามารถทำให้เขาแข็งแรงได้จริงๆ  ชาวบ้านกลับป่วยมากขึ้นๆ”

ยิ่งโรคเรื้อรังอย่างมะเร็ง  เบาหวาน ความดัน หรือโรคกระเพาะ เขาก็ยิ่งพบข้อมูลที่น่าตกใจว่ามีเพียง 20% เท่านั้นที่รักษาให้หายขาด  นอกนั้นก็ต้องกลับมาโรงพยาบาลอีก ไปกลับโรงพยาบาลเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง

“เจ้าหน้าที่ยิ่งป่วยมากกว่าชาวบ้านถึงสามเท่า เพราะต้องอยู่กับโรคมาก   ขนาดผมเองก็ป่วย เจ็บหัวใจ หัวใจขาดเลือด แน่นท้อง ทั้งๆที่เราก็เป็นนักกีฬา นักโภชนาการ ทำตามหลักทุกอย่าง กินยาดีที่สุดของโรงพยาบาลก็ไม่หาย  ผมจึงพยายามคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

คำถามสั้นๆที่ว่า ‘มันเกิดอะไรขึ้นนี่เอง’  อาจเป็นสิ่งที่ทำให้หมอหนุ่มคนนี้แตกต่างจากหมอทั่วๆไป  เพราะมันทำให้เขาเริ่มมองหาทางแก้ไข

เริ่มแรก เขาก็คิดอย่างคนทั่วไปว่า ตนเองคงมีความรู้ไม่พอ จึงตัดสินใจจะไปเรียนต่อ แต่ยังไม่ทันจะได้เรียน เขาก็บังเอิญได้ไปช่วยงานของหมอที่มีฝีมือระดับสูงคนหนึ่ง  ทำให้เขาเห็นว่า คนไข้หน้าเดิมๆก็ยังวนกลับมา เมื่อเปิดสถิติดูก็พบว่าคนไข้หายขาดเพียง 30% เท่านั้น

“ผมคิดว่าถ้าเรียนต่อสูงๆผมก็คงทำได้ไม่ต่างกัน ระดับสุดยอดฝีมือยังได้แค่นั้น   พอสะดุดเรื่องนี้ผมก็มาคิดว่า แพทย์ปัจจุบันอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการแก้ปัญหา   ไม่ใช่แพทย์แผนนี้ไม่ดีนะ เพียงแต่แผนเดียวมันไม่น่าจะพอ”

หากเป็นคนอื่น อาจรู้สึกว่าก็ทำเท่าที่ทำได้ก็พอ   แต่สำหรับหมอเขียว เขากลับพยายามหาหนทางที่จะทำให้มันดีขึ้น

เริ่มศึกษาแพทย์แผนไทย  แต่ก็ปรากฏว่ารักษาหายขาดแค่ 20% เท่าเดิม

เริ่มศึกษาแพทย์แผนจีน  ก็พบว่าตัวเลขไม่ต่างกัน

ลองเอาทุกแผนมารวมกัน  ก็ยังคงได้เท่าเดิม

“ผมเครียดมาก  ทำไมอีก 60% แก้ไม่ได้ เหมือนเจอทางตัน”

นอกจากปัญหาเรื่องสุขภาพที่แก้ไม่ตก  เขาก็ยังต้องพบกับภาวะของการแก่งแย่งตำแหน่งกัน  เจอคนโกง เจอคนที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม  เมื่อทั้งหมดนั้นรวมกัน เขาจึงตัดสินใจตัดขาดจากโลกภายนอก  แล้วออกสู่การปฏิบัติธรรม

แต่ใครจะคาดคิดว่าการตัดสินใจครั้งนั้น  มันจะทำให้เขาได้ค้นพบทางออกสำคัญของปัญหาสุขภาพ

จากข้อความไม่กี่บรรทัดในพระไตรปิฎก

 

~ เมื่อค้นพบสาเหตุ ~

แม้จะออกมาปฏิบัติธรรม แต่คำถามเดิมก็ยังไม่หายไปไหน  อยู่มาวันหนึ่งเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าในเมื่อพระพุทธเจ้าพูดถึงหนทางดับทุกข์   ก็น่าจะมีวิธีการดับทุกข์ที่เกิดจากความเจ็บป่วยบ้างล่ะน่า

เขาจึงรีบไปค้นพระไตปิฎก ด้วยหวังว่าในบรรดา84,000 พระธรรมขันธ์ น่าจะมีพูดถึงปัญหาสุขภาพบ้าง

แล้วเขาก็คาดการณ์ไม่ผิด  ข้อความในพระไตรปิฏกบรรทัดหนึ่งเขียนไว้ว่า

“ผู้มีโรคน้อย มีทุกข์น้อยประกอบด้วยเตโชธาตุอันมีวิบากเสมอกัน ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นอย่างกลางๆ”

บรรทัดเดียวสั้นๆ  กลับทำให้เขาค้นพบหลักอันเป็นหัวใจสำคัญที่นำมาซึ่งแพทย์แผนใหม่ของโลก

นั่นก็คือ สาเหตุของความเจ็บป่วย ไม่ใช่เชื้อโรค แต่เป็นเพราะสมดุลร้อน-เย็นที่ผิดเพี้ยนในร่างกาย  ไม่ว่าจะเป็นภาวะร้อนเกิน  เย็นเกิน   หรือร้อนเย็นพร้อมกัน  ฯลฯ

เมื่อกระจ่างชัดในสาเหตุของปัญหา   การแก้ปัญหาย่อมเดินไปได้อย่างถูกทาง

วิธีการปรับสมดุลร้อนเย็นของหมอเขียวก็ไม่มีอะไรมาก  แค่เปลี่ยนวิธีการกิน  หากโรคนั้นคือภาวะร้อนเกิน  ก็แก้ด้วยการกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น  เช่น ผักบุ้ง ตำลึง แตง ฟัก ฯลฯ หากโรคนั้นคือภาวะเย็นเกิน ก็แก้ด้วยการกินอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น พริก กะเพรา ขมิ้น ฯลฯ  ซึ่งนิยามร้อนเย็นในที่นี้ไม่ได้วัดที่อุณหภูมิ  แต่ฤทธิ์ร้อนคือสิ่งที่กินแล้วกระหายน้ำ  ส่วนฤทธิ์เย็นคือสิ่งที่กินแล้วชุ่มคอ ไม่ต้องการน้ำอีก

“ที่ผ่านมาเราใช้การปรับร้อนเย็นตามหลักโบราณ  แต่ก่อนมันได้ผลมาก แต่หลังๆมันได้ผลน้อยเพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป  อย่างยุโรปเป็นเมืองหนาว จุดสบายของเขาคืออุ่นสบาย เขาก็จะกินพวกแครอต ฟักทอง ที่ให้พลังงานสูง  แต่ไทยเราเป็นเมืองร้อน  ถ้าไปกินตามแบบเขามันก็ไม่ได้ผล”

แม้แต่สูตรยาของแพทย์แผนไทยเอง ปัจจุบันก็เริ่มไม่ได้ผล ซึ่งหมอเขียวบอกว่ามันเป็นเพราะโลกร้อนขึ้น  จังหวะการใช้ชีวิตของคนรวมทั้งภาวะอารมณ์ก็ร้อนขึ้นไปด้วย   ดังนั้นสูตรยาสมุนไพรต่างๆที่เคยใช้ก็ต้องปรับกันใหม่

ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการลงมือทดลองพิสูจน์เอง   หมอเขียวลงทุนชิมผักและสมุนไพรแทบทุกชนิดเพื่อจำแนกว่าอันไหนฤทธิ์ร้อนอันไหนฤทธิ์เย็น    ลงทุนกินสมุนไพรฤทธิ์ร้อนเพื่อให้ตัวเองป่วย แล้วลองใช้สมุนไพรเย็นรักษา เมื่อพบว่าได้ผล  ก็ลองสลับกัน คือกินเย็นให้ป่วย แล้วใช้ร้อนรักษา ก็ได้ผลเช่นกัน  และทำซ้ำๆจนกระทั่งมั่นใจว่าสิ่งที่ค้นพบไม่ใช่การคิดไปเอง

 

~ ทางออก~

เมื่อมั่นใจในหนทางที่ค้นพบ  เขาจึงเริ่มถ่ายทอดบอกต่อ  แนะนำชาวบ้านให้ลองทำบ้าง ซึ่งส่วนมากอาการก็ทุเลาลงเรื่อยๆและหายขาดโดยไม่ต้องอาศัยยาฝรั่งหรือเสียเงินแพงๆเลย

แม้แต่แม่ของตนเองซึ่งเป็นมะเร็งมดลูกและเคยตกเลือดขั้นรุนแรงอาการปางตาย  ต้องใช้ผ้าอนามันซับวันละ20ผืน  เขาก็รักษาด้วยตนเองจนหายขาดมาแล้ว  โดยใช้สมุนไพรฤทธ์เย็น เช่นย่านาง ใบเตย บัวบก ผักบุ้งมาโขลกและต้มเป็นน้ำสมุนไพรให้แม่กิน  รวมทั้งใส่น้ำมะพร้าวอ่อนเพื่อชดเชยการเสียเลือดด้วย

ตอนแรกแม่เขาก็ยังไม่เชื่อและเคยบอกว่า ถ้าเอาใบไม้มาคั้นแล้วรักษามะเร็งหาย ป่านนี้คงไม่มีใครเป็นมะเร็งแล้วสิลูก   แต่สุดท้ายเมื่อลองกินดูกลับพบผลอันน่าอัศจรรย์

“ตอนแรกแม่ก็คิดว่าจะไม่รอดแล้ว แต่พอดื่มไปห้านาที  เลือดที่เคยทะลักนี่แทบจะหยุดเลย   แม่บอกปกติเลือดเต็มผืนแล้วแต่มันกลับนิ่งเลย  ไม่ธรรมดา  คนนึกว่าสมุนไพรมันช้า แต่ถ้าใช้แม่นๆมันเร็วมาก  เร็วชนิดที่แผนปัจจุบันเทียบไม่ติดเลย  วันนั้นแทบจะไม่มาเลย เหลือแค่ 3 ผืนซึ่งน้อยมาก วันต่อมาเหลือ2 อีกวันเหลือ1 จนเลือดไม่ตกอีก   จากนั้นเราก็รักษาด้วยวิธีของเราต่อ  ทำไป3เดือนมันยุบหมดเลย  แพทย์แผนปัจจุบันมาตรวจบอกไม่ต้องผ่าแล้ว”

นอกจากการปรับสมดุลร้อนเย็นด้วยพืชผักพื้นบ้านที่หาได้ง่ายๆแล้ว  หมอเขียวยังพยายามนำข้อดีของแพทย์ทุกแผนที่เคยเรียนมาประกอบรวมกัน เช่นวีธีกัวซาจากแพทย์แผนจีนเพื่อใช้ถอนพิษ  การดีท็อกซ์ด้วยน้ำสมุนไพร   โดยใช้หลักธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นแกนกลางในการรักษาสุขภาพจิตและอารมณ์

“สิ่งที่ผมคิดก็คือทำยังไงโรคภัยไข้เจ็บจึงลดน้อยลง  โดยวิธีที่ประหยัดเรียบง่ายที่สุด และประชาชนส่วนใหญ่ทำเองได้ นั่นคือ หลักและแกนใหญ่ๆของแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธ”

จากบรรทัดสั้นๆในพระไตรปิฏก บวกกับหัวใจที่คิดแก้ปัญหาของหมอคนหนึ่ง    เมื่อเวลาผ่านไปเจ็ดปี ผลการรักษาปรากฎว่าตัวเลขของผู้หายขาดเพิ่มขึ้นถึง 70-80%

เขามาถูกทางแล้ว

 

~ หมอที่ดีที่สุดในโลก~

แม้ว่าการรักษาในวิธีของเขาจะได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์   ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เคยบอกว่า ตนคือหมอที่ยิ่งใหญ่  แต่ในทางตรงกันข้าม เขากลับบอกกับทุกคนที่มารักษาว่า  “หมอที่ดีที่สุดในโลก คือ ตัวคุณเอง”

“คนส่วนใหญ่รอให้เจ็บป่วยแล้วไปพึ่งหมอ  คนเป็นมะเร็งรักษากันเป็นแสนเป็นล้าน  ถ้าเรายังเน้นการรักษาที่ปลายเหตุให้คนไปพึ่งหมอพึ่งยา  ไม่ได้พึ่งตนเองอย่างนี้ ต่อให้มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ  เราต้องกลับไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุนั่นคือการดูแลสุขภาพ  พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราต้องพึ่งตนเองสิ  ดังนั้นเราต้องเป็นหมอของตัวเอง ดูแลตัวเอง  ดับทุกข์ให้ตัวเองให้ได้”

“ปัจจุบันเรื่องสุขภาพนี่มีทางตัน 3 ทางเลยนะ  คือ  หนึ่ง ความเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น รักษาไม่หายสักที  สอง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งภาครัฐและภาคชาวบ้านในการรักษา และ สาม คนพึ่งตนเองได้น้อยลงพึ่งหมอลูกเดียว   ผมว่าสามเรื่องนี้คือมหันตภัยของมวลมนุษยชาติ”

ดังนั้น สิ่งที่เขาพยายามทำก็คือการทำให้องค์ความรู้สุขภาพพึ่งตนนี้แพร่กระจายออกไปให้มากที่สุด  เขาจึงตัดสินใจขอพื้นที่ 40 ไร่ของครอบครัวที่อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร มาตั้งเป็นศูนย์สุขภาพ  ที่มีชื่อว่า “สวนป่า นาบุญ”  เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ที่สนใจมาเรียนรู้วิธีการดูแลสุขภาพแบบพึ่งตน  และจัดค่ายอบรม 7 วันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ในค่ายแต่ละครั้ง จะมีการเก็บผลตรวจเลือดก่อนและหลังค่ายเพื่อเปรียบเทียบผล โดยในระหว่างค่ายก็จะมีการเรียนรู้ทั้งวิธีการกิน การจำแนกร้อนเย็น การทำน้ำคลอโรฟิลล์  การออกกำลังกาย การสวดมนต์และนั่งสมาธิ  รวมทั้งผลัดกันไปทำงานฐานต่างๆในแปลงผักและแปลงนา

จุดเด่นอย่างหนึ่งในค่ายนี้ ที่ทำให้หมอเขียวต่างจากหมอทั่วไปก็คือ แม้ว่าเขาจะถ่ายทอดองค์ความรู้ทุกอย่างโดยไม่มีปิดบัง  แต่เขาพยายามจะไม่ลงไปรักษาเป็นรายบุคคล หากว่าไม่ฉุกเฉินจริงๆ

“ถ้าไม่ฉุกเฉินจริงๆจะไม่ลงมาดู  เพราะถ้าไม่ฉุกเฉินแล้วลงมาดูเนี่ย คนไข้เพียบเลย  ซึ่งบางคนก็เป็นคนไข้ที่จริงๆรักษาตนเองได้   แต่ถ้าเรามา เราก็จะไปทำลายศักยภาพในการรักษาตนเองของเขา   คือเราจะไม่ทำลายศักยภาพในการรักษาตนเองของคนไข้ นี่คืออุดมการณ์สูงสุดของเรา เราเน้นให้อยากให้คนไข้เป็นหมอดูแลตัวเองได้ ซึ่งจะทำให้เขาภูมิใจและมั่นใจเวลากลับไปบ้านว่าเขาสามารถดูแลตัวเองได้  ไม่กังวลเวลาไม่มีหมอ เพราะเขาคือหมอของตนเอง”

 

หลังจบค่าย แต่ละคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกดีขึ้น

“รู้สึกว่ามันสบาย  ไม่เหนื่อย ที่เคยหายใจสะดุดก็หาย ทั้งๆที่ไม่ได้กินยา”

“ปกติวันนึงต้องกินยาสิบกว่าเม็ด  แต่พอมาที่นี่สี่วันไม่กินเลย  รู้สึกดีขึ้นมาก”

“เราดีใจมากๆที่ได้มาที่นี่ แทบจะอยากกราบเท้าหมอเขียวเลย ถ้าไม่มีหมอเราคงสู้ไม่ไหว คงตายไปนานแล้ว ตอนนี้คิดว่าหายไป80%แล้ว”   ผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ระยะที่สามคนหนึ่งกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำคีโมไปแล้ว3ครั้ง และแทบจะเลิกรักษาเพราะทนทรมานจากการทำคีโมไม่ไหว

“แต่ก่อนเดือนนึงลงทุนซื้ออาหารเสริมไปหลายหมื่น  พอมาเจอหมอเขียวทำให้ได้ทำแบบประหยัดเรียบง่าย  คนจนก็ทำได้  ผักอะไรก็เป็นยาได้หมดถ้าเราแยกแยะเป็น  หมอเองก็เปิดเผยหมด ไม่มีปิดบังเลย สอนฟรีอีก ไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้แล้ว”

“น้ำหนักลดลงเจ็ดกิโล  รู้สึกโล่งขึ้น มีกำลังขึ้น”   ผู้ป่วยร่างท้วมเจ้าของสารพัดโรคอย่างเบาหวาน ความดัน เกาส์  และหลอดเลือดเล่าถึงความเปลี่ยนแปลง

“สิ่งที่หมอทำคือการช่วยคนแบบไม่หวังผลอะไรเลย”

“มารู้ว่าจริงๆการรักษามันไม่ต้องแพงก็ได้  หมอเขาเมตตาเรา ให้เราไปช่วยคนอื่นต่อ”

 

แต่ถึงกระนั้น หมอเขียวก็ไม่ได้ปฏิเสธแพทย์แผนปัจจุบันเสียทีเดียว

“ผมมองว่าแพทย์แผนปัจจุบันยังจำเป็นมาก เพราะมีคนที่ยังไม่ได้เรียนการรักษาด้วยตัวเองอีกเยอะ และโรคบางโรคหรืออุบัติเหตุเร่งด่วนแพทย์แผนปัจจุบันทำได้ดีกว่า  ผมว่าแพทย์วิถีพุทธเป็นเหมือนคนมาช่วยลดทอนปัญหาของแพทย์ปัจจุบัน  เหมือนสองแผนช่วยเกื้อกูลกัน  แพทย์ปัจจุบันก็ไม่ต้องมาเสียเวลารักษาโรคที่ชาวบ้านแก้เองได้  ซึ่งปัจจุบันเขาแบกภาระนี้ไว้หนักมาก  เขาควรเอาเวลาไปดูแลโรคยากๆที่ชาวบ้านรักษาด้วยตัวเองไม่ได้  ควรเอาศักยภาพไปทุ่มลงตรงนั้นดีกว่า”


 ~ อาชีพที่มั่นคงที่สุด~

ถ้าหากถามว่า ไม่รับเงินแล้วอยู่ได้ยังไง

คำตอบทั้งหมดอยู่ที่ผืนดิน 40 ไร่ตรงนั้น

นาข้าว , แปลงผัก ,ไร่นาสวนผสม  นั่นคือทุกสิ่งทุกอย่างที่หมอเขียวบอกว่าเพียงพอต่อชีวิต  อาหารทุกอย่างและสมุนไพรทุกอย่าง ล้วนอยู่ในนั้นหมดแล้ว  โดยมีผู้เข้าร่วมค่ายสุขภาพและอาสาสมัครจำนวนหนึ่งช่วยกันดูแลจัดการ   ดำนา  ถอนหญ้า  เก็บผักมาทำอาหาร   ล้างถ้วยล้างจาน ทำงานช่วยเหลือกันเหมือนดังวิถีแต่เก่าก่อนที่อาศัยใจ  ไม่ใช่ค่าจ้าง

นอกจากไม่เก็บค่ารักษา  ที่นี่ยังไม่มีการตั้งตู้รับบริจาคและไม่มีคำพูดเชิญชวนให้บริจาคใดๆ

“เจตนาลึกๆเลยคือไม่ต้องการกดดันคนจน  คือหลายที่ๆเวลาเขาทำเรื่องสุขภาพหรืออะไรก็แล้วแต่ แม้จะบอกว่าเป็นบุญเป็นกุศลนะ  แต่เขาก็จะประกาศกันเหลือเกินว่าบริจาคนะ ตามศรัทธานะ  พอประกาศอย่างนี้ปุ๊บคนมีก็พอจะบริจาคได้  แต่พอคนจนถูกกดดัน  มาปุ๊บ เฮ้ยเราไม่มีเหมือนเขา เราน้อยหน้าน้อยตา  เราก็เลยตัดสินใจว่าอย่าให้คนจนต้องถูกกดดันด้วยสิ่งนี้เลย  ที่นี่ก็เลยไม่มีตู้บริจาค  พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ายิ่งได้ไปยิ่งได้มา  ในหลวงตรัสว่าขาดทุนคือกำไร

“ผมเพิ่งมาเข้าใจว่าอาชีพที่มันมั่นคงที่สุดในโลกคืออาชีพทำงานฟรี   มันมีความสุขตรงที่ว่าเราทำงานช่วยคนฟรี  สมมุติล้างถ้วยล้างชามก็ล้างฟรี  อะไรก็ฟรี แม้แต่วิชาที่สุขภาพพึ่งตนผมก็สอนฟรี   พอสอนคนฟรีก็ปรากฏว่าเขาก็ไม่อยากให้เราตาย  เราขาดอะไรเขาก็บอก เฮ้ย คนนี้ให้ตายไม่ได้ มันทำงานฟรีมันเป็นประโยชน์  ให้ตายไม่ได้ เขามีเสื้อผ้าเขาก็อยากจะให้  เขามีผ้าขาวม้าก็เอามาให้  ผ้าขาวม้านี่มีจนไม่รู้เท่าไหร่จนต้องเอาไปแบ่งคนนั้นคนนี้   เราก็เลยรู้ว่าเราเลี้ยงชีพได้ด้วยการให้  เลี้ยงชีพได้ด้วยการไม่เอา  เลี้ยงชีพได้ด้วยการแบ่งปัน  สุดท้ายชีวิตที่มีวามสุขที่สุดก็คือเลี้ยงชีพด้วยการแบ่งปัน และไม่เคยขาด”

 

ที่มาข้อมูล   รายการคนค้นฅน ตอนหมอเขียว ศูนย์บาทรักษาทุกโรค (มีในyoutube)

      นิตยสาร ฅ คน ฉบับที่ 58 (สิงหาคม 2553)

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.