เรียน/ทำ/เพื่อ? [หนังสือทำมือ02]

“เรียน / ทำ / เพื่อ? “

 [ เมื่อความรู้ที่เรามี  มีความหมายมากกว่าที่เราคิด ]

———————————————————————-

คำนำ

หนังสือเล่มนี้  เกิดขึ้นเพราะคำถาม ….

 สมัยเรียนฉันเคยสงสัย-  เราจะเรียนหนังสือไปเพื่ออะไรกัน?

ใครๆก็บอกกันว่าเรียนเพื่อความรู้  แต่ไอ้มนุษย์ช่างสงสัยอย่างเราก็ดันตั้งคำถามกลับในใจว่า   แล้วจะเอาความรู้นั้นไปทำม๊ายยยยย ??   ไฟฟ้าแม่เหล็ก   สมการเคมี  F = qvB  รู้ไปจะเอาไปใช้ทำอะไรได้    ไปซื้อน้ำกินสักขวดไม่ต้องรู้ก็ได้มั้งว่าสูตรเคมีมันคือ H2O

เมื่อมองไม่เห็นเหตุผลว่าจะรู้ไปทำไม

สุดท้ายความรู้นั้นก็เลยมีจุดมุ่งหมายอยู่แค่ในห้องสอบ

ออกจากห้องสอบเมื่อไหร่ – ความรู้หายเกลี้ยง

เมื่อเริ่มต้นทำงาน

คำถามคล้ายๆเดิมยังตามมาหลอกหลอน

เราทำงานไปเพื่ออะไร  ทำไมคนเราต้องทำงาน ?

เริ่มงานครั้งแรกตามสายที่เรียนมา คือ วิศวะ – ทั้งๆที่ก็ไม่ได้ชอบ ไม่ได้สนุก ไม่ได้อยากทำ  แต่ก็ต้องทำ  เพราะไม่งั้นก็ไม่รู้จะเอาอะไรกิน

แน่นอน  เหตุผลหนึ่งของการต้องทำงานก็คือ เพื่อให้มีเงินซื้อข้าวกิน  เพราะจะเกาะพ่อแม่กินไปตลอดชีวิตคงไม่ดีแน่

ว่าแต่…..มันมีเหตุผลแค่นั้นเองน่ะหรือ ?

นี่เราต้องทนเหนื่อย ทนเบื่อ ทนตื่นเช้า ทนทำสิ่งที่ไม่ชอบ  ทนทำในสิ่งที่ไม่รู้ว่าจะทำเพื่ออะไร 30 วัน   เพื่อรอวันที่เงินออกวันเดียวเนี่ยนะ  มันแปลกๆไหม  …. เพียงเพื่อจะให้มีเงินซื้อข้าวกิน  มันต้องอดทนอะไรกันขนาดนั้นเลยเหรอ

การทำงานมันน่าจะมีเหตุผลอะไรมากกว่านั้นสิ

ว่าแต่…อะไรล่ะ ?

เมื่อหาเหตุผลไม่ได้   การทำงานในแต่ละวันจึงเป็นไปอย่างน่าเบื่อหน่าย ไร้ความหมาย  ไม่ต่างอะไรจากหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง ซึ่งต้องทำตามโปรแกรมที่ลงไว้  ตื่นเช้า รีบๆๆๆ ฝ่าฟันรถติดเพื่อไปตอกบัตร  ทำงานๆๆๆๆตามสั่ง  และนับเวลารอให้ถึงเวลาเลิกงาน และนับวันรอให้ถึงวันศุกร์เร็วๆ

แม้ว่าเงินเดือนจะดี  แต่ตัวเลขในบัญชีเหล่านั้น ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตรู้สึกมีความหมายหรือเติมเต็ม

“เรากำลังทำอะไรอยู่  และทำไปเพื่ออะไร?”  คำถามเดิมๆวนซ้ำๆอยู่ในจิตใจ

มองไปยังคนรอบข้าง  เหมือนกับว่าเส้นทางของทุกคนกำลังเดินตามกันไปสู่จุดหมายเดียว  คือ มีเงินเดือนสูงๆ ค่อยๆเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นๆ ซื้อรถ ซื้อบ้าน แสวงหาความมั่นคง

เหมือนกับว่า ฉันกำลังยืนอยู่บนถนนเส้นหนึ่ง ที่ทุกคนต่างก็วิ่งไปข้างหน้า บนเส้นทางเดียวกัน  โดยมีฉันยืนงงๆอยู่ข้างทางว่า แล้วกูจะเอายังไง   ไม่ได้อยากไปกับเขาสักหน่อย  แต่ก็มองไม่เห็นทางอื่นๆให้เลือกที่จะไปเลยสักนิด

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป  ฉันได้ไปรู้จักกับโลกใบใหม่ คือโลกแห่งตัวหนังสือ

บทสัมภาษณ์ผู้คนต่างๆตามหน้านิตยสารและหนังสือหลายๆเล่ม  ได้เปิดหูเปิดตาให้ฉันมองเห็นเส้นทางใหม่

เส้นทางที่แยกออกไปจากถนนสายหลัก รวมทั้งผู้คนที่มองเห็นสิ่งสำคัญของชีวิตในมุมที่แตกต่างออกไป

ผู้คนที่ตั้งใจทำงาน ด้วยเหตุผลที่มากกว่าเพียงเพื่อหาเงินเดือน

ผู้คนที่มีความรู้ความสามารถ ที่ความสามารถของเขามีคุณค่ามากกว่าแค่ทำคะแนนบนแผ่นกระดาษหรือแค่ทำให้ได้ใบปริญญา

จากที่ฉันเคยสงสัยว่า ความรู้ที่เราเรียนกันมา มันมีประโยชน์ยังไง  และการที่คนเราต้องเหนื่อยทำงาน มันมีความหมายอะไร  ก็เหมือนกับว่าผู้คนเหล่านั้น ได้มากระซิบบอกคำตอบให้ฉัน

จนวันนี้  ฉันมีคำตอบเหล่านั้นในใจแล้ว

หนังสือเล่มนี้  เลยอยากทำหน้าที่ในการนำเรื่องราวของบุคคลเจ๋งๆเหล่านั้น ที่ฉันเคยได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟังจากสื่อต่างๆมาบอกเล่าต่อกัน  ด้วยความหวังเล็กๆที่ว่า หากใครที่เคยมีคำถามคล้ายๆกัน  อาจจะได้ค้นพบคำตอบ – ในแบบฉบับของตัวเอง

———————————————————-

หมายเหตุ  :   

ขอบคุณหนังสือทุกเล่ม ,เว็บไซต์ทุกเว็บไซต์ และรายการทีวีทุกรายการ

สำหรับข้อมูลทุกอย่างที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้

————————————————–

ขอขอบคุณ…. ที่มาแห่งแรงบันดาลใจและข้อมูล …. 

 - หนังสือ ต้นไม้ใต้โลก  ,หนังสือดอกไม้ใต้โลก , http://www.lonelytrees.ne  ( โดย ทรงกลด  บางยี่ขัน )

- นิตยสาร ฅ คน , รายการคนค้นฅน และบริษัททีวีบูรพา 

-นิตยสาร a day

-นิตยสารสารคดี

-รายการหลายๆรายการทางช่องทีวีไทย

- ฯลฯ

————————————————————————————–

สารบัญ

01 สถาปัตย์  / นักออกแบบผลิตภัณฑ์ 

 – เมื่อความคิดสร้างสรรค์ทำได้มากกว่าความสวย —

02 สถาปนิก

–  เมื่อความรู้ในการออกแบบบ้าน  สร้างได้มากกว่าบ้าน –

03 ธุรกิจ  

–  เมื่อเป้าหมายไม่ใช่ผลกำไร  แต่คือการช่วยให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทยลดลง  –

04 ครู 

 –  ผู้ใช้ความรัก  เปลี่ยนหัวใจของอาชญากร – 

05 หมอ 

– เมื่อเงินศูนย์บาท สามารถรักษาได้ทุกโรค –

06 นักร้อง 

–  มากกว่าแค่เสียงดี    แต่คือความคิดดีๆที่ถูกส่งออกไป  —

07 วิศวกร

– เมื่อความรู้ฟิสิกส์  ไม่ได้อยู่แค่บนหน้ากระดาษ  –

08 สื่อสารมวลชน (1) 

 –  ผู้สร้างต้นแบบแห่งความดี –

09 สื่อสารมวลชน ( 2)  

–  มากกว่าการสื่อสาร แต่คือการสร้างความเปลี่ยนแปลง –

10 นิติศาสตร์/ รัฐศาสตร์ 

–  ใครจะมาช่วยแพะ –

11 ศิลปะ / ดนตรี  

 –  มากกว่าแค่การส่งความสุข    แต่คือการช่วยคนให้ฟื้นจากความทุกข์ –

12 วิทยาศาสตร์

  –  จากความรู้ชีวะและเคมี  สู่วิธีช่วยโลก –

13 เภสัชกร 

 – มากกว่าการจ่ายยา  แต่คือการรักษาภูมิปัญญาที่กำลังจะหายไป  –

14 บทส่งท้าย 

01 สถาปัตย์/นักออกแบบผลิตภัณฑ์ — เมื่อความคิดสร้างสรรค์ทำได้มากกว่าความสวย

สถาปัตย์  / นักออกแบบผลิตภัณฑ์

 เมื่อความคิดสร้างสรรค์ทำได้มากกว่าความสวย

                ความคิดสร้างสรรค์ใช้ทำอะไรได้บ้าง  …. เป็นคำถามที่น่าคิด

สร้างความแปลกใหม่ , สร้างความตื่นตาตื่นใจ , สร้างความสวยงาม , สร้างความสนุกสนาน , สร้างความเฮฮา ฯลฯ

แต่สำหรับชายคนหนึ่ง  ความคิดสร้างสรรค์ของเขามีประโยชน์มากกว่านั้น

เขาใช้มันเปลี่ยนขยะไร้ค่า  ให้เป็นเฟอร์นิเจอร์หรูหราที่ลดการใช้ทรัพยากรโลก

เขาคือ  ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต  อาจารย์แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ผู้ที่ได้รับฉายาว่า  วีรบุรุษแห่งกองขยะ

ท่ามกลางกองขยะที่หลายคนเมินหน้า   แต่สายตาของนักสร้างสรรค์คนหนึ่งกำลังเปล่งประกาย

“ยิ่งไร้ค่า  มันยิ่งน่าคิด”   อ.สิงห์กล่าวถึงขยะไว้อย่างนั้น

 

1

ว่ากันว่า เมื่อสิ่งหนึ่งถูกสร้างขึ้นมา  ย่อมมีอีกสิ่งหนึ่งสูญหายไปเสมอ

การสร้างโต๊ะไม้ขึ้นมาหนึ่งตัว  ก็ต้องแลกกับการที่ต้นไม้ในป่าต้องหายไป     การสร้างเก้าอี้พลาสติกขึ้นมาหนึ่งตัว  ก็ต้องแลกกับการที่ทรัพยากรน้ำมันของโลกต้องถูกขุดเจาะขึ้นมา

แต่สำหรับการสร้าง “สิ่งหนึ่ง” ของอ.สิงห์    สิ่งที่ลดลงไปไม่ใช่ทรัพยากร   ทว่ามันคือปริมาณขยะบนโลกใบนี้

ใช่ , โต๊ะหนึ่งตัวที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือของอ.สิงห์   ได้ทำให้เศษไม้เหลือใช้ที่กองทิ้งๆขว้างๆในโรงงานมีปริมาณลดลง

และโต๊ะจากเศษไม้เหลือใช้นี้  หาใช่โต๊ะหน้าตากระจอกๆไม่     แต่คือโต๊ะที่ดูดีในระดับที่ไปวางโชว์ในห้างได้อย่างสบายๆ  โดยที่ถ้าไม่บอกก็ไม่มีทางดูรู้ว่า มันมีที่มาจากขยะ

ไม่ว่าจะเป็นม้านั่งที่ได้มาจากแผงไม้ฝาหลังของโทรทัศน์ขาวดำรุ่นเก่า , โต๊ะที่ทำจากกล่องนมที่นำไปอัดเป็นก้อนแข็ง,  โซฟาที่มีต้นกำเนิดมาจากเศษขี้โฟมจากโรงงานผลิตที่นอน ,  ถาด ที่ได้จากการนำเศษแก้วมาหลอมใหม่, ปกสมุดที่อดีตชาติเคยเป็นซองกาแฟมาก่อน  ,  เก้าอี้ที่มาจากการนำเศษไม้เล็กๆมากมายมาประกอบร่างกัน ฯลฯ

แม้ว่าเศษไม้จากโรงงานบางชิ้น จะมีขนาดเล็กอย่างที่ดูๆแล้วไม่น่าจะเอามาทำอะไรได้   แต่ข้อจำกัดใด ก็มิอาจมีอิทธิพลเหนือไปกว่าความคิดสร้างสรรค์     เศษไม้เล็กๆที่ว่านั้น อาจารย์สิงห์ก็นำมันมาเรียงต่อซ้อนกันเป็นชั้นๆคล้ายดอกไม้  จนได้เป็นโต๊ะกาแฟที่มีชื่อว่า bloom

“ไม้เหล่านี้ ได้มาจากโรงเลื่อย ซึ่งเป็นเศษไม้ที่เกิดจากการคว้านออกเพื่อทำเก้าอี้ทรงโค้ง   ผมเลยเอามาต่อเป็นวงเพื่อทำโต๊ะกาแฟ  โดยไม่มีการตัดไม้นี้เลย   ทำให้ไม่มีเศษไม้เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว   จะเหลือก็เพียงขี้กบเท่านั้น”

แค่ออกแบบเฟอร์นิเจอร์จากขยะได้ยังเจ๋งไม่พอ    ที่ยิ่งกว่านั้นคือทุกๆการออกแบบ อ.สิงห์มีหลักประจำใจเลยว่า จะพยายามไม่ตัดไม้ให้เหลือเศษอีก   ดังนั้นผลงานของอ.สิงห์จึงมักเป็นทรงเหลี่ยมมากกว่าทรงโค้ง  ด้วยเหตุผลที่ว่า การทำโค้งมันต้องตัดไม้ให้เหลือเศษทิ้งอีก

นอกจากกฎสำคัญที่ว่า การออกแบบจะต้องไม่ทำให้เกิดขยะอีก   ยังมีกฎสำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือกระบวนการผลิตต้องปราศจากการปนเปื้อนจากสารเคมี

“อย่างกาวที่ใช้ ก็ต้องเป็นแบบไม่มีสารเคมี ถ้าเป็นกาวทั่วไปกระป๋องละ 200 บาท แต่ผมใช้แบบไม่มีสารเคมีกระป๋องละ 2,000 บาท เพราะผมไม่ได้ต้องการทำกำไร แต่ต้องการเอาเศษมาแก้ปัญหา”

 

2

ว่ากันว่าผลงานที่ยิ่งใหญ่  บางทีก็มีจุดเริ่มต้นมาจากสิ่งเล็กๆที่เห็นกันได้ในชีวิตประจำวัน  ดังเช่นที่นิวตันเห็นผลแอปเปิ้ลที่ร่วงลงสู่พื้น

เพียงแต่มีกฎอยู่นิดเดียวเท่านั้นว่า  เราต้องไม่มองข้ามสิ่งเล็กๆนั้นไป

สำหรับอ.สิงห์ก็เช่นกัน  จุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจ ก็มีที่มาง่ายๆจากการได้เห็นรถขนขยะวิ่งผ่านหน้า

“ผมสอนหนังสือวิชาการออกแบบอาคารเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม  อยากให้ลูกศิษย์มีความรับผิดชอบในเรื่องนี้ แต่เชื่อไหมว่างานออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม มันกลับสวนทางกับสิ่งที่ผมพร่ำสอนลูกศิษย์มาก    ผมเพิ่งมารู้ในวันหนึ่ง หลังจากเห็นรถขนวัสดุเหลือใช้จากงานก่อสร้างวิ่งผ่านหน้าไป มันมีมากเสียจนขนเที่ยวเดียวไม่หมด ก็เลยตามไปดูว่าเขาจะจัดการกับของเหลือพวกนี้ยังไงบ้าง ปรากฏว่าทุกอย่างกลายเป็นขยะที่เพิ่มภาระให้สิ่งแวดล้อมหมด ทั้งเศษไม้ เศษปูน อะไรต่อมิอะไรถูกเอาไปทิ้งตามที่โล่งๆ บ้าง เผาบ้าง ฝังกลบบ้าง พอเห็นอย่างนั้นผมก็รู้สึกวาบในใจเลยว่า นี่เราเป็นอาจารย์และนักออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อมไม่ใช่หรือ แล้วทำไมเรามาทำร้ายสิ่งแวดล้อมเสียเองแบบนี้”

“อย่างพวกผมทำงานด้านอาคาร  ก่อสร้างทีก็ทิ้งกันทีเป็นตันๆ  หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์  ผลิตภัณฑ์ต่างๆ 1 คันรถบรรทุก  จะเกิดขยะถึง 32 คันรถบรรทุก   อย่างการสร้างเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งที่มีน้ำหนัก 7 ก.ก.  จะเหลือเศษไม้ทิ้งถึง 67 ก.ก.    ผมว่าเราผลิตขยะมากกว่าผลิตภัณฑ์หลายเท่า  ทำให้ผมรู้สึกว่า นักออกแบบคือผู้ทำลายตัวยงทีเดียว  และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น   เพราะฉะนั้นถ้าจะช่วยแก้ปัญหาด้านสภาพแวดล้อม  ก็ต้องเริ่มจากนักออกแบบจากผมก่อน   ถ้าลดจากพวกผมได้ ก็ลดไปได้เยอะแล้ว”

ว่ากันว่าการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด  ก็คือการเริ่มต้นจากการกระทำของตัวเอง

สำหรับอาจารย์หนุ่มแห่งคณะสถาปัตย์คนนี้ก็เช่นกัน   จากจุดเริ่มต้นของการมองเห็นปัญหา ได้นำพาเขาไปสู่หนทางแก้ไข   โดยเริ่มต้นที่วิชาชีพของตนเอง

แต่แน่นอนว่าการริเริ่มปูทางอะไรใหม่ๆนั้น  มันไม่ใช่เรื่องง่าย   นอกจากอุปสรรคในเรื่องของวิธีการทำแล้ว  อุปสรรคที่สำคัญอีกอย่างก็คือความไม่เข้าใจของคนรอบข้าง

“อย่างเวลาผมไปขนเศษไม้ในโรงงานออกมา ตอนนั้นก็มีคนมองผมแปลกๆ เหมือนกัน ประมาณว่าเป็นด็อกเตอร์แต่ทำไมมานั่งเก็บขยะอยู่แบบนี้    บางคนก็มองว่าผมทำอะไรเสียเวลา  ตอนที่ผมให้เขาเอาเศษปาร์เกต์เก่าที่คนเขาทิ้ง มาให้เขานั่งขูดกาว เขาก็บ่น อาจารย์ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก”

สัจธรรมข้อหนึ่งของความสำเร็จก็คือ ไม่มีความสำเร็จใด ที่ได้มาโดยปราศจากอุปสรรค   แต่ก็เช่นเดียวกันกับที่ว่า  ไม่มีอุปสรรคใด ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าความมุ่งมั่นพยายาม

ด้วยความตั้งใจจริงและการลองผิดลองถูกอย่างไม่ยอมถอย   อาจารย์สิงห์ก็เริ่มค้นพบหลายหลากวิธีในการแก้ปัญหา  จากที่เคยทำแค่เอาเศษไม้มาตอกตะปูติดกาว  ก็เริ่มมีวิธีการใหม่ๆในการเอาไม้มาป่นแล้วอัดใหม่เพื่อให้ได้ขนาดตามต้องการ     จากที่เคยทำแค่เอาเหล็กมาเชื่อมติดกัน  ก็เริ่มรู้จักวิธีที่จะเอาเหล็กมาหลอมแล้วขึ้นรูปใหม่   จนหลังๆเมื่อเห็นเศษวัสดุปั๊บ ก็นึกได้ทันทีว่าวัสดุแบบนี้ต้องใช้วิธีไหน

จากที่ต้องเผชิญสายตาแห่งความไม่เข้าใจจากคนรอบข้าง   ในวันนี้สายตาเหล่านั้นกลับแปรเปลี่ยนไปเป็นสายตาแห่งความชื่นชม  และ ผลงานของเขาก็ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศและต่างประเทศ   รวมทั้งได้รับรางวัล Designer of The Year และรางวัลอื่นๆอีกหลายรางวัลเป็นเครื่องการันตี

จนกระทั่งวันนี้  เฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์จากฝีมือการออกแบบของดร.สิงห์  ได้เป็นที่รู้จักของคนจำนวนมาก   ภายใต้แบรนด์ OSISU   ซึ่งมาจากคำว่า โอ้…ซิสุ   โดยคำว่า ซิสุ นี้เป็นภาษาฟินแลนด์ที่แปลว่า ‘อย่าถอย’

จากหัวใจที่ไม่ถอยนี้เอง ก็ได้ส่งผลให้วันนี้OSISUมีลูกค้าทั้งคนไทยและคนต่างชาติ   ตลาดในเมืองไทยกำลังโต ส่วนตลาดgreen productในต่างประเทศนั้นใหญ่มากอยู่แล้ว ดังนั้นสินค้าของอ.สิงห์ที่ผลิตมาทุกชิ้นนั้นสามารถขายได้ และแทบไม่มีสินค้าค้างสต๊อกเลย

 

3

สำหรับนักออกแบบแล้ว ‘ความคิดสร้างสรรค์’อาจเป็นสิ่งสำคัญ

แต่บางครั้ง‘หัวใจที่สร้างสรรค์’ก็ดูเหมือนจะสำคัญยิ่งกว่า

เพราะไอเดียสร้างสรรค์ทั้งหมดที่เขาได้ก่อกำเนิดมันขึ้นมานั้น  เขาไม่เคยคิดจะจดสิทธิบัตรเพื่อผูกขาดทางการค้าเลย

“ผมไม่กลัวการลอกเลียนแบบ แต่กลับอยากให้ทุกผลิตภัณฑ์เป็นต้นแบบด้วยซ้ำ   อยากให้ผลิตภัณฑ์พวกนี้ เป็นแรงบันดาลใจให้มีผู้นำไปพัฒนาต่อ    ผมไม่อยากให้คนสนใจชื่อแบรนด์  มากไปกว่าความประทับใจกับวัสดุที่ใช้   อยากให้เกิดการคิดตั้งคำถามต่อไปว่า ของแบบนี้ ทำเองได้ไหม ทำอย่างไร

“ผมตั้งใจจะสอนให้โรงงานผลิตได้เอง ให้เวลาแห่งละ 1 ปี จากนั้นเขาจะไปจ้างดีไซเนอร์มาออกแบบก็เป็นเรื่องของเขา ผมจะหวงไปทำไม เพราะขยะมีเป็นหมื่น เป็นแสนชนิด วันรุ่งขึ้นวัตถุดิบก็จะเปลี่ยนไปแล้ว

“ใครสนใจวิธีการทำ ก็เข้ามาถามกันได้   อยากเปิดอบรมวิธีการทำ ขั้นตอนกระบวนการผลิต เพราะผมอยากให้ทุกคนเข้าถึงผลิตภัณฑ์พวกนี้ได้     แต่ปัญหาก็คือตอนนี้เรามีช่างฝีมือจำนวนน้อย ทำให้มีปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิต ถ้าช่างมีจำนวนมากขึ้น ผลิตภัณฑ์จะราคาถูกลง สินค้าจะหลากหลายกว่านี้ ผมมีแบบที่คิดไว้ในใจเยอะมาก คิดทุกวัน ช่างทำตามไม่ทัน

“ผมมองว่านี่เป็นโอกาสสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่คนจำนวนมาก   ยิ่งความรู้ถูกกระจายไปมากเท่าไร  ก็ยิ่งเป็นการกระจายทัศนคติเกี่ยวการนำของเหลือใช้มาผลิตซ้ำ   ให้เกิดประโยชน์ได้มากเท่านั้น”

อาจารย์สิงห์ให้ความเห็นว่า ผลิตภัณฑ์จากเศษขยะเหลือใช้นี่แหละ คือโอกาสที่จะสร้างจุดเด่นให้ผลิตภัณฑ์ของเมืองไทย  เพราะหากจะผลิตสินค้าไฮเทค เราก็สู้ญี่ปุ่นไม่ได้   หรือหากจะผลิตสินค้าราคาถูก เราก็สู้เวียดนามหรือจีนไม่ได้   ความคิดสร้างสรรค์นี่แหละ จึงเป็นโอกาสสุดท้ายของเมืองไทยเรา

หากแนวคิดข้างต้นนั้น คือสิ่งที่อาจารย์สิงห์ใฝ่ฝันอยากให้มันเป็น    สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในวันนี้ ก็คือการพยายามที่จะปูทางให้ความฝันนั้นเกิดขึ้น  โดยการนำความรู้ไปถ่ายทอดให้เด็กรุ่นใหม่ ในวิชา scrap lab  -  การออกแบบจากเศษวัสดุ ซึ่งเป็นวิชาที่เปิดใหม่ในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์    รวมทั้งในช่วงปิดเทอม 3 เดือนของทุกปี   เขาก็จะเดินทางไปสอนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเสต (MIT) ที่สหรัฐอเมริกาด้วย

“ทุกวันนี้ กำไรที่ได้รับมาไม่ใช่ตัวเงิน หากแต่เป็นความสุขที่ได้ทำ”

นอกจากจะเป็นอาจารย์สอนหนังสือในวันธรรมดาทั้งในระดับปริญญาตรี โทและเอกแล้ว   ในวันเสาร์เขายังรับงานเป็นสถาปนิกคุมงานก่อสร้างที่เน้นการออกแบบอาคารเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม  เช่น การออกแบบที่นำเอาผักตบชวามาใช้ถักคลุมอาคารเพื่อลดความร้อนจากแสงแดด

ส่วนในเวลาว่าง เขาก็ยังทำตัวเป็นนักวิจัย ค้นหาวิธีแปลงร่างขยะ ให้กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์อันสวยหรูอยู่สม่ำเสมอ
“การทำแบบนี้แน่นอนว่ามันก็ช่วยลดขยะและมลพิษในสิ่งแวดล้อมได้มาก แต่จริงๆแล้วนี่ยังไม่ใช่ความหวังอันสูงสุดของผม เพราะมันจะดีกว่านี้ ถ้างานของผมเข้าถึงจิตใจของนักออกแบบคนอื่นๆให้มองเห็นคุณค่า และกระตุ้นให้เขาคิดสร้างสรรค์ผลงานที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมออกมาด้วย  เมื่อไรที่มีคนเห็นงานของผมแล้วคิดได้อย่างนี้  ถึงจะนับว่า ความพยายามของผมได้บรรลุถึงจุดหมายปลายทางแล้วจริงๆ”

ที่มาข้อมูล 

 

 http://www.youththaicom.com

http://www.rockyfurniture.com

นิตยสารสารคดี  ฉบับที่277 (มีนาคม 2551) 

02 สถาปนิก — เมื่อความรู้ในการออกแบบบ้าน สร้างได้มากกว่าบ้าน

สถาปนิก

–   เมื่อความรู้ในการออกแบบบ้าน  สร้างได้มากกว่าบ้าน –

 

หากมีใครพูดถึงอาชีพสถาปนิกว่า คือการทำงานรับใช้คนรวย  แปลว่าคนๆนั้นยังไม่รู้จักแง่มุมต่างๆของอาชีพนี้ดีพอ

จริงอยู่ , ลูกค้าส่วนใหญ่ของคนในอาชีพนี้คือคนมีสตางค์   มิเช่นนั้นเขาจะเอาเงินที่ไหนมาสร้างบ้านสวยๆล่ะ

แต่สถาปนิกที่จะพูดถึงถัดจากบรรทัดนี้

ลืมภาพออฟฟิศติดแอร์กับแปลนบ้านหรูหราราคาหลังละหลายสิบล้านไปได้เลย

เพราะสิ่งที่สถาปนิกกลุ่มนี้กำลังทำ   ไม่ใช่การออกแบบบ้านสวยๆเอาใจคนรวย   แต่คือนำความรู้มาช่วยคนจน โดยการออกแบบสลัม

ใช่ , จุดประสงค์คือเพื่อช่วยให้คนในสลัมได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

 

ในขณะที่คนรวยๆบางคนอยู่บ้านราคาหลักล้านในพื้นที่หลายไร่  , คนจนๆอีกหลายคนกลับต้องทนอยู่อย่างแออัดในพื้นที่อันคับแคบในชุมชนใต้เชิงสะพาน หรือชุมชนข้างทางรถไฟ   สถาปนิกคนหนึ่งที่ทำงานกับชุมชนในสลัมเล่าให้ฟังว่า บางครอบครัวมีสมาชิก6คน ในบ้านขนาด 2×2 เมตร โดยทั้งหมดต้องผลัดเวรกันนอน  บางบ้านน้ำประปาเข้าไม่ถึง  บางชุมชนรถดับเพลิงเข้าไม่ได้   บางที่ก็มีปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ

แน่นอนว่าหากสภาพภายนอกยังทำให้ดีไม่ได้   สภาพภายในจิตใจหรือคุณภาพชีวิตก็เป็นอันไม่ต้องพูดถึง

จากปัญหาที่ว่านี้  จึงได้ก่อกำเนิดสถาปนิกในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า

“สถาปนิกชุมชน” ขึ้นมา เพื่อทำงานให้กับชุมชนที่ขาดแคลนโอกาส

และหนึ่งในนั้นก็คือกลุ่ม CASE นำทีมโดย “คุณปฐมา หรุ่นรักวิทย์” สถาปนิกดีกรีปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด บรู๊กส์ ประเทศอังกฤษ

แน่นอนว่าด้วยดีกรีขนาดนี้  มันไม่ใช่เรื่องยากถ้าหากว่าเธอจะเลือกเส้นทางที่นำไปสู่ความร่ำรวยอย่างสถาปนิกทั่วไป   แต่เธอกลับเลือกเส้นทางที่เหนื่อยกว่าและลำบากกว่า  ด้วยเหตุผลที่ว่ามันมีบางสิ่งที่สำคัญกว่าเงิน

“เราคิดแค่ว่า สิ่งสำคัญที่สุดมันไม่ใช่เงินทอง   แต่คือความสุขที่ได้สร้างบ้านสวยๆให้พวกเขา   เราอยากทำงานสถาปนิกที่รับใช้ได้ทุกคน  ไม่ใช่แค่คนรวย    ไม่ว่าคนเป็นคนขายก๋วยเตี๋ยว  แม่ค้าส้มตำ  ชาวบ้าน หรือคนในสลัม    เขาจนแล้วเขาไม่มีสิทธิ์มีบ้านสวยๆหรือ  เราอยากให้คนจนมีบ้านสวยๆน่าอยู่  ไม่ใช่บ้านที่มีไว้แค่ซุกหัวนอน”

การทำงานของกลุ่ม CASE นี้  ไม่ใช่การออกแบบตามใจฉัน แล้วชี้นิ้วสั่งว่าต้องเปลี่ยนอย่างนั้นอย่างนี้    แต่คือการทำงานที่ต้องคิดและการวางแผนร่วมกันกับชาวบ้านในชุมชน

“เริ่มจากเข้าไปนั่งคุยกันกับชาวบ้านว่าปัญหามันคืออะไร    ถ้าอย่างเราซึ่งเป็นคนภายนอกมอง ก็จะรู้สึกว่าอย่างนี้คงต้องสร้างใหม่ทั้งหมด   แต่ชาวบ้านบอกไม่ใช่  ตัวบ้านไม่ใช่ปัญหาแต่ปัญหาคือน้ำท่วม น้ำไม่มีจะใช้  ไฟไหม้   การเข้าถึงลำบาก   เมื่อเราเข้าใจปัญหาก็จะเริ่มให้ชาวบ้านช่วยกันทำแผนที่ชุมชนขึ้นมา ”

และจุดเด่นที่สำคัญอย่างหนึ่งในการทำงานของกลุ่ม case  ก็คือการฝึกให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการทำงาน   ตั้งแต่กระบวนการศึกษาปัญหา  การสร้างแผนที่  รวมไปถึงขั้นตอนในการเขียนโครงการ

“กระบวนการมันแน่นมากขนาดที่ว่า ถามชาวบ้านคนไหนก็ได้ใน 92 หลังนี้  รู้หมด   ว่าในชุมชนนี้มีบ้านกี่หลัง  มีเด็กกี่คน มีผู้ใหญ่กี่คน  อธิบายผังได้หมด   และเมื่อไปนำเสนอของบประมาณกับทางจังหวัด   ก็ให้ชาวบ้านไปอธิบายด้วยตัวเอง   มีรองผู้ว่ามาฟัง   เขาก็ประทับใจมากตรงที่ว่า เขาไม่เคยเห็นชาวบ้านแบบนุ่งผ้าถุงจบ ป.2 มาอธิบายให้ฟังได้ ว่าโครงการนี้คืออะไร   เมื่อถามชาวบ้านคนไหน ก็ตอบได้หมด    ทางจังหวัดก็เลยให้งบประมาณมาทำ”

“แล้วที่เรารู้สึกว่ามันน่าสนใจก็คือ  มันทำให้ชาวบ้านในชุมชนอื่นๆ ที่อยู่บนคลองเส้นเดียวกันเกิดความสงสัยว่าทำไมชุมชนนี้ทำได้   ก็ทำให้เกิดการคุยกัน   เกิดการสอนต่อ    สุดท้ายก็เลยได้ปรับปรุงทั้งคลอง  และก็เลยเริ่มมีการบอกต่อว่า มันมีสถาปนิกที่ทำงานแบบนี้   เราก็จะไปสู่ชุมชนอื่นๆต่อไป”

สิ่งที่ชุมชนได้จากสถาปนิกกลุ่มนี้  มันจึงไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง  แค่ตัวบ้านที่สวยงาม

แต่มันคือความร่วมมือกันของชุมชนที่เพิ่มขึ้นมา

“การทำงานของเรา มีหลักว่า สิ่งที่จะทำ  ต้องเป็นสิ่งที่ชุมชนต้องการ  ถ้าเขาไม่อยากให้สร้าง เราก็จะไม่ทำ   อย่างเช่นที่ชุมชนมีนบุรีอุปถัมภ์  เราก็ไปสร้างห้องซ้อมเต้น ห้องสมุด รวมไปถึงสระว่ายน้ำให้  เพราะมันเป็นสิ่งที่เด็กๆในชุมชนบอกว่าเขาต้องการ    อย่างเช่นสระว่ายน้ำ ตอนแรกที่เด็กบอกอยากได้  เราก็คิดว่าจะเป็นไปได้ยังไง  พื้นที่มีแค่นี้   แต่พอให้เด็กลองบอกขนาดสระที่ต้องการ   เราถึงพบว่า ที่จริงเขาต้องการเล็กนิดเดียวเอง  ก็เลยสร้างได้”

และจากความร่วมแรงร่วมใจกันในการก่อสร้าง โดยไม่ต้องจ้างแรงงานที่ไหน  แต่อาศัยทั้งสถาปนิก เด็กฝึกงาน รวมทั้งชาวบ้านมาลงแรงช่วยกัน   สระว่ายน้ำ ห้องซ้อมเต้น และห้องสมุดที่เคยเป็นแค่ความฝัน  ก็ได้กลายเป็นความจริง

อาจจะไม่ได้รับค่าตอบแทนมากมายเท่ากับการสร้างบ้านหลังใหญ่   แต่ภาพรอยยิ้มของเด็กๆที่กำลังยักย้ายส่ายสะโพกอยู่ในห้องซ้อมเต้นที่ตลอดชีวิตพวกเขาไม่เคยมี   ภาพของเด็กๆที่กำลังสนุกสนานอยู่ในสระน้ำ แทนการกระโดดน้ำคลองที่สกปรก   คือรางวัลชิ้นสำคัญ  ที่เป็นคำตอบว่า งานที่ทำนั้นมันมีคุณค่าเพียงใด

มีใครบางคนบอกไว้ว่า สถาปนิก มีรากศัพท์มาจากคำว่า สถาปนา  ซึ่งแปลว่า ผู้สร้าง

สิ่งที่สถาปนิกกลุ่มนี้ทำ  จึงไม่ใช่เพียงแค่สร้างสิ่งปลูกสร้างที่สวยงาม

แต่หมายถึงการสร้างโอกาส แห่งการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

ที่มาข้อมูล

นิตยสาร ฅ คน ฉบับที่ 53  ( มีนาคม 2553)  

 รายการเจาะใจ  วันที่ 21 พ.ค. 53  

http://deck-case.blogspot.com/2010/06/210510.html

03 นักธุรกิจ — ที่เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ผลกำไร

ธุรกิจ

– เมื่อเป้าหมายไม่ใช่ผลกำไร  แต่คือการช่วยให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทยลดลง  –

ภาพขอทานริมถนน อาจเป็นภาพที่คุ้นตาสำหรับชาวกรุงทุกคน

แน่นอนว่า คงไม่มีใครรู้สึกดีกับภาพที่เห็น   แต่หลายๆคนก็คงไม่รู้จะช่วยอย่างไร

บางคนมองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องแก้ไข    แต่บางคนกลับไม่มองอย่างนั้น

เพราะสำหรับคนบางคนแล้ว  การทำธุรกิจกับการช่วยลดจำนวนขอทาน….อาจเป็นเรื่องเดียวกัน

…..

เรากำลังพูดถึงนิตยสารเล่มหนึ่ง ที่มีชื่อว่า BE Magazine กันอยู่

นิตยสารที่เขาประกาศตนเองว่าเป็นนิตยสารเพื่อสังคมเล่มแรกของเมืองไทย

ไม่ใช่ด้วยเนื้อหาในนิตยสาร , แต่ด้วยวิธีการในการขาย

แน่นอนว่าไม่ใช่การวางแผงขายธรรมดาอย่างนิตยสารทั่วๆไป  แต่คือการเปิดโอกาสให้คนด้อยโอกาสที่กำลังตกงานหรือผู้พิการที่หางานทำไม่ได้ทั้งหลาย เข้ามารับนิตยสาร BE ไปขายได้โดยไม่จำเป็นต้องมีทุนเริ่มต้น

หากคุณประสบภาวะยากลำบากจริง เพียงแค่ติดต่อเข้าไปที่บริษัท   ก็จะได้รับนิตยสาร BE มาฟรีๆจำนวน 30 เล่ม เพื่อให้นำไปขาย    ขายตามราคาปก 45 บาท  ซึ่งหากขายหมด  ก็จะได้เงินเข้ากระเป๋ามาเหนาะๆแล้วถึง1350 บาท

และเมื่อมีทุนตั้งต้นแล้ว   ก็ค่อยมาซื้อ BE ไปขาย   ซึ่งสำหรับผู้ด้อยโอกาส ทางนิตยสารก็จะขายให้ในราคา 25 บาท  และให้พวกเขาไปขายต่อในราคา 45 บาทตามราคาปก    ซึ่งกำไรเล่มละ 20 บาทที่ขายได้นั้น ก็เป็นของคนขายนั้นไปเต็มๆ

“ผมดีใจที่ได้เข้ามาที่ BE Magazine  การขายนิตยสารช่วยผมได้มาก ช่วยให้มีรายได้เยอะ พอเข้ามาที่นี่ก็รู้สึกอบอุ่น เงินที่ได้จากการขายผมเอามาให้แม่หมดเลย เพราะว่าแม่ต้องจ่ายเป็นค่ากับข้าว แล้วก็เก็บเป็นทุนมารับนิตยสารครั้งต่อไป ผมใช้เงินไม่มาก พอขายนิตยสารมันดีกว่าเมื่อก่อนที่ไม่มีเงินมาใช้เลย ผมไม่รู้สึกท้อแล้ว ผมคิดว่าจะสู้ต่อ   ถ้าผมทำงาน ผมจะได้มีใช้ ไม่ต้องอดอีกต่อไป”

น้องเจน หนึ่งในผู้ด้อยโอกาสที่มาเป็นตัวแทนจำหน่าย BE ว่าไว้

ในวัยเพียง 19 ปี  น้องเจนไม่มีโอกาสได้เรียนต่อเพราะมีปัญหาด้านการเงิน   จึงจำเป็นต้องไปหางานทำ  แต่ด้วยสุขภาพที่เป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว ไม่สามารถทำงานที่ใช้แรงหนักๆได้  ไปสมัครงานที่ไหนจึงไม่มีใครรับ   บางครั้งก็ต้องอดมื้อกินมื้อเพื่อประทังค่าใช้จ่าย   แต่วันหนึ่งรายการตลาดสดสนามเป้าก็ได้พาให้น้องเจนรู้จักกับนิตยสาร BE

แล้วชีวิตที่ต้องอดมื้อกินมื้อของเขาก็หมดไป

หากพูดถึงช่องทางการจำหน่ายนิตยสาร    60% จะจำหน่ายผ่านทางผู้ด้อยโอกาสที่มารับไปขาย  ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะขายตามสถานีรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินในช่วงเวลาเลิกงาน    อีก 15% วางแผงอยู่ตามร้านหนังสือทั่วไป  และ25% สุดท้ายก็มาจากการสมัครสมาชิกนั่นเอง    ซึ่งรายได้จากการสมัครสมาชิกนี้เองที่เป็นเงินที่ช่วยหมุนนิตยสารให้ดำเนินต่อไป

“เราไม่ได้ทำแค่นิตยสาร แต่เรากำลังทำสังคมไปด้วย”

นั่นคือคำพูดของอารันดร์  อาชาพิลาส ผู้ก่อตั้งนิตยสาร BE ที่มีอายุแค่เพียง 23 ปีเท่านั้น

“ผมอยากให้นิตยสารเล่มนี้ เป็นโอกาสให้คนไทยช่วยเหลือกันและกันได้ง่ายขึ้น   และอยากให้แนวคิดธุรกิจเพื่อสังคมนี้ เกิดการแพร่หลายในเมืองไทย  ให้ธุรกิจในสังคมได้กล้าลุกขึ้นมาทำความดี ดูเเลเกื้อกูลคนในสังคมด้วยอาชีพของคุณ  ผมอยากจะบอกกับทุกคน โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจว่า ลองถอยหนึ่งก้าว แล้วมองดูว่าถ้ากำไรสูงสุดของคุณไม่ใช่เป้าหมายหลัก คุณจะเห็นว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ในมือของคุณ เป็นสิ่งที่สามารถช่วยเหลือเพื่อนร่วมสังคมได้มากมายมหาศาล”

“ผมไม่ได้ขายแค่หนังสือ  แต่ผมขายความช่วยเหลือ ที่มีหนังสือแถมมาด้วย  โดยใช้ธุรกิจเข้ามาแก้ปัญหา เพราะระบบธุรกิจมันทำให้ยั่งยืนได้”

จุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจของเขา  มาจากคำถามเล็กๆที่เขาถามตัวเอง หลังจากได้เห็นโครงการในพระราชดำริ

ยิ่งศึกษาลึกซึ้ง  ผมก็รู้สึกว่าในหลวงท่านสุดยอด  ทำให้เราหันมองกลับมาที่ตัวเองว่า  แล้วเราล่ะทำอะไรอยู่”

คำว่า เรากำลังทำอะไรอยู่สั้นๆ  นำไปสู่ความคิดที่ถัดจากนั้นคือ เราจะทำอะไรได้บ้าง

และจุดนั้นเอง ที่ทำให้เขาเริ่มนึกถึงสิ่งที่ได้เดินผ่านอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันตลอดสามปีในการเรียนที่อังกฤษ  นั่นก็คือนิตยสาร Big Issue ที่ขายอยู่หน้ามหาวิทยาลัย    ซึ่งเป็นนิตยสารที่ผลิตออกมาเพื่อให้คนที่ไม่มีบ้านอยู่หรือคนที่ลี้ภัยสงครามได้นำไปขายเพื่อหาเลี้ยงชีพโดยแบ่งกำไรให้เกือบครึ่ง

“เราเห็นนิตยสารนั้น ก็กลับมามองตนเองว่า แล้วเราล่ะทำอะไรอยู่  เรามีโอกาสตั้งเยอะแล้ว เราจะเอากลับมาแค่ใบปริญญาเหรอ  หรือเราจะมองหาอะไรดีๆแล้วเอากลับมา   อย่างไอเดียของ big issueนี้ เราก็เห็นมาแล้วสามปี  ทำไมเราไม่เอามาปรับใช้กับเมืองไทย”

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงไม่รอช้า และจัดการส่งอีเมลไปถามทางนิตยสาร big issueว่า ถ้าเขาจะไช้แนวคิดนี้ไปปรับใช้ที่ประเทศไทยจะติดลิขสิทธิ์อะไรไหม   ซึ่งคำตอบที่ได้มาก็คือ สามารถนำไปใช้ได้ ไม่มีปัญหา

หลังจากที่อารันดร์กลับมาจากอังกฤษ  เขาจึงเริ่มต้นคิดที่จะนำไอเดียนั้นมาทำให้เกิดขึ้นจริง   แม้ว่าเขาจะอายุเพียง 23 ปี และใช้ชีวิตอยู่ที่อังกฤษมานานกว่าสิบปีจนไม่เชี่ยวชาญภาษาไทย  แต่ปัญหาต่างๆเหล่านั้นก็นับว่าเล็กน้อย เมื่อเทียบกับความตั้งใจที่มี     เขาจึงพยายามรวบรวมทีมงาน เพื่อก่อตั้งนิตยสารที่ใฝ่ฝันให้เกิดขึ้น

และเขาก็ทำสำเร็จ

จากจุดเล็กๆแห่งการตั้งคำถามกับชีวิตที่ว่า “แล้วเราล่ะ…ทำอะไรอยู่” ของเด็กหนุ่มนามว่าอารันดร์  ได้นำไปสู่การลงมือทำที่สามารถช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตคนให้ดีขึ้นได้

ไม่ใช่แค่คนๆเดียว …  แต่คือคนมากมายที่เขาได้ช่วยให้มีรายได้โดยไม่ต้องกลายเป็นขอทาน

หากความคุ้มค่าในความหมายของนักธุรกิจทั่วไป อยู่ที่ตัวเลขผลกำไร

แต่สำหรับอารันดร์แล้ว  เขาบอกว่า

                “แค่ทำให้ครอบครัวๆ หนึ่งไม่ต้องไปก่ออาชญากรรม มันก็คุ้ม”

ที่มาข้อมูล         

รายการSMEตีแตก   , http://www.think-be.com,  http://www.oknation.net  , http://www.nationejobs.com 

04 ครู –ผู้ใช้ความรัก เปลี่ยนหัวใจของอาชญากร

ครู 

  –  ผู้ใช้ความรัก  เปลี่ยนหัวใจของอาชญากร

 

                วัยรุ่นบางคน…ใช้เวลาทุกคืนในการบิดรถมอเตอร์ไซค์

วัยรุ่นบางคน…วันๆไม่ทำอะไรนอกจากยกพวกตีกัน

วัยรุ่นบางคน…วันๆไม่คิดอะไร นอกจากการค้ายาและเสพยา

วัยรุ่นบางคน…ไม่รู้จักคำว่ายับยั้งชั่งใจ จนลงเอยด้วยการฆ่าแล้วข่มขืน

เวลาที่เห็นเรื่องราวของวัยรุ่นพวกนี้ตามหน้าหนังสือพิมพ์… คุณรู้สึกยังไงกับพวกเขา ??

“เลว?” ….  “ขยะสังคม?”  …. “น่ารังเกียจ?” …. ฯลฯ

แน่นอนว่าการทำแบบนั้นมันคือความผิดอย่างมิต้องสงสัย   แต่คำถามถัดจากนั้นก็คือถ้าทุกคนในสังคมไปตีตราว่าพวกเขาเป็นคนเลวตลอดไป   แล้วเขาจะเหลือที่ยืนตรงไหน ให้มีโอกาสกลับมาทำความดี ?

 

มีข้อถกเถียงกันมากเหลือเกินว่าสาเหตุที่คนๆหนึ่งทำเลวนั้น มันเป็นเพราะเหตุใด … เลวจากตัวตน หรือ เป็นเพราะเหตุผลบางอย่างนำพา ?

คำตอบที่ถูกต้องจะเป็นอย่างไร  นั่นอาจไม่ใช่ประเด็นที่เราต้องมานั่งถกเถียง  แต่ความน่าสนใจมันอยู่ที่ว่า การเชื่อมั่นในคำตอบที่แตกต่างกัน  ย่อมนำไปสู่ผลที่แตกต่างกัน

การเชื่อในคำตอบแบบแรก นำมาซึ่งการตีตรา  ส่วนการเชื่อในคำตอบแบบหลัง จะนำมาซึ่งการให้โอกาส

แน่นอน , เรากำลังพูดถึงบุคคลคนหนึ่งและสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเชื่อในคำตอบแบบหลัง – คำตอบที่บอกว่า “เราเชื่อว่าวัยรุ่นที่ทำผิดเหล่านี้ไม่ใช่คนชั่วไม่ใช่คนร้าย   เพียงแต่เขาเป็นเด็กที่ก้าวพลาดผิดจังหวะในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น”

ที่แห่งนี้  คือ บ้านกาญจนาภิเษก  และบุคคลที่กล่าวประโยคข้างต้นนั้นก็คือครูมล -ทิชา  ณ  นคร ผู้อำนวยการศูนย์

 

 

 

บ้านกาญจนาภิเษก คือศูนย์ฝึกสำหรับเยาวชนผู้ก้าวพลาด ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม   เด็กที่มาอยู่ที่นี่ก็คือเด็กที่เคยกระทำความผิด โดยรับตัวมาจากสถานพินิจฯอีกที

ในทางกฎหมาย  ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรจากสถานพินิจฯที่มีไว้เพื่อควบคุมพื้นที่เด็กที่กระทำความผิด

แต่ในทางปฏิบัติ  เด็กทุกคนที่นี่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ต่างจากที่เดิมราวสวรรค์กับนรก”

ที่สถานพินิจฯเด็กที่เคยอยู่ที่นั่นเล่าให้ฟังว่า  “รอบๆตัวผมมีแต่กำแพงสูง และเจ้าหน้าที่ที่โหดเหี้ยม   เวลาเราพูดหรือแสดงความคิดเห็นอะไร เจ้าหน้าที่ไม่เคยฟัง  ตัดสินปัญหาทุกอย่างด้วยความรุนแรง  พูดไม่เข้าหูก็โดนตบ ทำงานไม่เสร็จก็โดนกระทืบ  ถ้าทำผิด เขาจะฟาดด้วยไม้กระบองอย่างน้อยๆ3ที แต่ส่วนใหญ่จะมากกว่านั้น    คำพูดคำจาที่พูดผ่านกันเหมือนความเป็นมนุษย์ของพวกเราทุกคนค่อยๆถูกกลืนกินไปทีละเล็กทีละน้อย  จนท้ายที่สุดแล้วบางคนอาจไม่หลงเหลือความเป็นมนุษย์อยู่เลย”

ในขั้นต้นเมื่อศาลตัดสินว่ากระทำความผิดจริง  เยาวชนจะถูกนำตัวไปยังสถานพินิจฯถูกจำกัดพื้นที่ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด ไร้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพ  ซึ่งถ้าหากว่าเวลาผ่านไปหกเดือน โดยมีความประพฤติผ่านเกณฑ์และเหลือระยะเวลาในการควบคุมตัวมากกว่าหนึ่งปีครึ่ง  เยาวชนคนนั้นก็จะมีสิทธิสมัครเพื่อย้ายไปอยู่บ้านกาญจนาภิเษก – บ้านที่เป็นเสมือนดินแดนในฝันของผู้ต้องโทษทุกคน

“เมื่อผมมาถึงที่บ้านกาญจนาภิเษกวันแรก   ผมตกใจว่าที่นี่คือศูนย์ฝึกหรือบ้านกันแน่  เพราะที่นี่ไม่มีประตูเหล็ก  ไม่มีรั้วไฟฟ้า  ไม่มีเจ้าหน้าที่นั่งตามจุดคอยดูว่าเราจะหนีหรือเปล่า  บรรยากาศเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวใหญ่ร่มรื่นน่าอยู่  มีไม้ดอกไม้ประทับนานาชนิด  เงียบ ไร้ความวุ่นวาย  ไม่ถูกจำกัดเรื่องการแต่งกาย ไม่มีการค้นตัว อยากโทรศัพท์ไปหาใครต่อใครก็ได้”

แต่ความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ระหว่าสองสถานที่  หาใช่ความอิสระหรือสภาพภายนอกที่สวยงาม  แต่ความแตกต่างที่ทำให้ที่นี่กลายเป็นสวรรค์  คือคำสั้นๆ ที่เรียกกันว่า …. ความรัก

ก้าวแรกที่เด็กจากสถานพินิจฯ ถูกส่งตัวมายังบ้านกาญจนาภิเษกนี้  เด็กทุกคนจะเข้าสู่พิธีการผูกข้อมือรับขวัญ  โดย‘ครูมล -ทิชา  ณ  นคร’ ผู้อำนวยการศูนย์ หรือ‘ป้ามล’ของเด็กๆจะเป็นผู้ลงไปผูกข้อมือเด็กทุกคนด้วยตนเอง

เอก :“ก้าวแรกที่ผมมาถึงบ้านหลังนี้ ผมเองก็ตกใจไม่น้อย  ไม่คิดว่าจะมีใครที่จะมาโอบกอดผมในฐานะเด็กคนหนึ่ง”

ธง : “สิ่งที่ปลื้มใจมากคือป้ามลมาผูกข้อมือผม แล้วกอดผมเหมือนกับว่าผมเป็นลูกหลานของป้า ไม่ใช่เด็กที่กระทำความผิด”

พันธ์  :“ผมรู้สึกว่าอ้อมกอดนั้นอบอุ่นและไร้ข้อรังเกียจ ป้ามลพูดว่า จงลืมไปเถิดว่าเราเป็นเด็กที่ไหน จากศูนย์ฝึกไหน   ในวันนี้หนูคือเด็กบ้านกาญจนาภิเษกแล้ว และคือลูกหลานของป้าด้วย  ผมรู้สึกงง ทำไมป้าต้องร้องไห้และโอบกอดพวกผม ทั้งที่พวกผมคืออาชญากรแผ่นดิน ผมเริ่มรู้ว่าตัวเองมีค่าในสังคม อย่างน้อยก็มีคนที่นี่แหละ ที่รักและเข้าใจ”

กิตติ : “สายตาทุกคู่ของเจ้าหน้าที่ที่มองเหมือนว่า ผมไม่ใช่นักโทษ แต่เป็นลูกหลานคนหนึ่ง  สายตาทุกคู่ที่มองมาด้วยความรัก ความเอาใจใส่  ทำให้ผมรู้สึกว่า อีกไม่นานความเป็นมนุษย์ของพวกเราทุกคนจะหวนกลับคืนมาที่ละเล็กละน้อย จนท้ายที่สุดเขาจะเป็นมนุษย์ปกติเหมือนคนในสังคมภายนอก”

 

ว่ากันว่าความรักคือสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการ  เป็นพลัง  เป็นกำลังใจ  เป็นแรงผลักดันให้เรามีแรงที่จะก้าวเดินต่อไป ฯลฯ หรืออะไรตามแต่จะนิยามกัน

ขนาดคนทั่วๆไป เรายังต้องการมันขนาดนี้   แล้วสำหรับคนที่เคยทำผิดพลาด ถูกสังคมตีตราว่าเป็นคนชั่วคนเลว  ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าพวกเขาจะต้องการสิ่งนี้ขนาดไหน

“เมื่อวัยรุ่นคนหนึ่งก้าวสู่ความผิดพลาด แนวโน้มที่วัยรุ่นคนนั้นจะรู้สึกพ่ายแพ้   รู้สึกไร้ค่า และมีความคิดซ้ำเติมตัวเองนั้นมีสูงมาก   สิ่งที่บ้านนี้ให้เด็กก็คือ ทำให้เขารู้สึกว่ายังมีค่าพอที่จะถูกรัก  โดยไม่สนว่าเขาจะไปทำคดีอะไรมา”

นี่คือจุดยืนทางความคิดของครูมล – ครูผู้เชื่อว่าเด็กที่ทำผิดทุกคน ย่อมมีด้านดีที่ถูกซ่อนอยู่ในตัว และการทำความผิดของพวกเขานั้น ไม่ได้มาจากการที่พวกเขาเป็นคนเลว แต่เป็นเพียงช่วงจังหวะหนึ่งของชีวิตที่พวกเขาได้ก้าวพลาด

และด้วยความเชื่อเช่นนี้เอง จึงทำให้ที่นี่เป็นศูนย์ฝึกอบรมที่ไม่มีที่ไหนเหมือน เพราะที่นี่ เน้นย้ำกับเด็กๆเสมอว่า  หนึ่ง บ้านกาญจนาภิเษกไม่ใช่คุก สอง เยาวชนไม่ใช่นักโทษ และสามเจ้าหน้าที่ไม่ใช่ผู้คุม ดังนั้นที่นี่จึงต่างจากสถานกักกันที่อื่นอีกอย่างตรงที่ว่า จะไม่มีการค้นตัวเด็ก

“เราเชื่อว่าการไม่ค้นตัวต่างหากคือสิ่งที่จะสร้างเครดิตให้พวกเด็กๆ เป็นการเปิดโอกาสให้เขาพิสูจน์ตัวเอง    เราจะต้องให้เด็กๆต่อสู้กับตัวเอง  เราคิดว่าเดี๋ยวเขาจะชนะเอง  แต่ถ้าเขาแพ้ มันก็แสดงว่าเขาแพ้เพราะความอ่อนแอ  ไม่ใช่เพราะว่าเป็นคนเลว”

ภารกิจแห่งการ ‘ดึงด้านดีในตัวมนุษย์’ ออกมา   จึงเป็นภารกิจหลักที่ครูที่นี่กำลังทำ ผ่านทางกิจกรรมต่างๆเช่นกิจกรรมวิเคราะห์ข่าว โดยเฉพาะข่าวอาชญากรรม  ,  รวมกลุ่มดูหนังและร่วมวิเคราะห์ค้นหามุมมองน่าคิด  โดยมีครูช่วยชี้ประเด็นตั้งคำถาม  เช่น จับกลุ่มคุยกันถึงเหตุผลในการกระทำนั้นๆของตัวละคร , คุยถึงทางออกของปัญหา  รวมทั้งให้เด็กๆลองการเขียนจดหมายถึงตัวละครเหล่านั้นด้วย   ซึ่งผลที่ออกมาก็พบว่าเด็กๆเหล่านี้สามารถเขียนสอนคนอื่นได้ และนั่นก็เท่ากับว่าเขาได้สอนตัวเองไปพร้อมๆกัน

นอกจากกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความคิดแล้ว   ที่นี่ยังเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เรียน กศน. รวมทั้งเรียนอาชีพ เช่น ทำอาหาร ซ่อมรถ ขับรถ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ ด้วย   นอกจากนั้นก็ยังมีโอกาสได้ทำงานอดิเรกตามความสนใจ เช่น ฟุตบอล   ดนตรี  รวมไปถึงการเล่นละคร   ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ได้นำพาให้หัวใจที่เคยมืดหม่นของพวกเขาได้กลับมามีประกายแห่งความฝันอีกครั้ง

“จากวันแรกที่ผมได้รับโทษจากคำสั่งศาล  ผมคิดว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มที่มีแต่ความล้มเหลว  ความเลวร้าย  ความรุนแรง  ไม่สามารถอยู่ร่วมกับสังคมภายนอกได้   ผมจึงทำตัวให้ไม่มีค่า  เหมือนขยะกองหนึ่งที่ไม่มีค่า”

เป็นความโชคดีทั้งของเด็กคนนั้นและของประเทศไทย  ที่ยังมีบ้านกาญจนาภิเษก ที่ทำให้ขยะไม่มีค่ากองหนึ่งหายไป  และได้พลเมืองดีของสังคมคนหนึ่งกลับคืนมา

ชูชัย : “คำพูดของป้ามลไม่กี่คำทำให้ผลมีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป  ป้ามลบอกว่าพวกเราไม่ใช่คนร้าย เป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งที่ก้าวพลาด และการก้าวพลาดของเราก็เป็นการกระทำผิดเพียงแค่วินาทีนั้น  ส่วนวินาทีที่เหลืออีกหมื่น แสน ล้าน วินาที ใช่ว่าเราจะผิดตลอดไป”

พัฒน์ :“หลายสิ่งหลายอย่างในบ้านหลังนี้ ทำให้ผมพบจุดเปลี่ยนและอยากจะกลับตัวเป็นคนดี”

พันธ์ :“ผมอยากขอบคุณจากใจจริงที่มีบ้านแห่งโอกาสแบบนี้ให้แก่คนที่ก้าวพลาดอย่างพวกผม  ทำให้ผมได้รู้คุณค่าของตัวเองและมีพื้นที่ยืนในสังคม และที่สำคัญที่สุด ครูทุกคนที่ให้ใจและไว้ใจเด็กที่เป็นอาชญากรอย่างผมครับ”

เติ้ล : “บ้านกาญจนาภิเษก คือบ้านที่ทำให้วัยรุ่นที่ก้าวพลาด กล้าที่จะถอยกันคนละก้าว โดยไม่อาย ไม่เสียฟอร์ม”

กิตติ : “ที่แห่งนี้ไม่มีความรุนแรง ไม่มีขาใหญ่  บ้านหลังนี้ฟื้นฟูจิตใจคนให้เป็นคนมากกว่าทำให้กลายเป็นสัตว์”

จิตร : “บ้านกาญจนาภิเษกสอนให้ผมรู้จักการให้อภัย   มีอยู่ครั้งหนึ่งผมได้เข้าร่วมกิจกรรมวันแห่งการขอโทษและให้อภัย   คืนนั้นทำให้ผมได้รู้ว่า การขอโทษและการให้อภัยไม่ใช่เรื่องยาก อยู่ที่ว่าเราจะทำหรือเปล่า  งานคืนนั้นทำให้ผมนึกอยากจะไปขอโทษผู้เสียหายที่ได้ทำกับเขาไว้”

พงษ์  : “บ้านกาญจนาภิเษกเป็นสถานที่ยืนยันว่าชีวิตเรานี้ยังมีค่า…อีกครั้ง   และคิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีอย่างจริงจัง    ตอนที่คนที่ผมรักเดินจากเราไปหาทางเดินที่ดีกว่า  ผมเจ็บปวดอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะกลับมาเข้มแข็งและเดินต่อได้ เพราะได้กำลังใจจากป้ามล และครูบ้านกาญนาภิเษก   ผมนึกในใจว่าถ้าไม่มีบ้านกาญจนาภิเษก  ผมคงทำอะไรโง่ๆแน่เลย

“ที่นี่ทำให้ผมมองเห็นคุณค่าของตัวเอง ไม่เห็นว่าตัวเองไร้ค่า ไร้ความหมาย หรือเป็นเด็กเดนที่ไร้คุณประโยชน์ แต่ทุกคนเป็นเยาวชนที่เคยก้าวพลาด ก้าวผิดจังหวะเท่านั้นเอง เราไม่ได้อยากเกิดเป็นคนเลวหรอกครับ”

 

– ต่อไป…ผมจะเป็นคนดี  —

หากจะมีอะไรสักอย่าง ที่จะช่วยยืนยันว่า ‘คนที่ทำผิด’ไม่ใช่ ‘คนเลว’   สิ่งนั้นก็น่าจะเป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า ‘สำนึกและการแก้ไข’

กมล   :      อดีต  – เด็กหนุ่มที่เคยยิงคนตายจากเหตุทะเลาะวิวาท   และเคยรู้สึกสะใจที่เห็นฝ่ายตรงข้ามถูกยิงล้มลงบนพื้นถนน

ปัจจุบันกล่าวว่า -  “ผมเสียใจและสำนึกผิด ไม่สะใจเหมือนตอนแรกอีกแล้ว และทุกวันนี้ผมก็ทำบุญสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้ชายหนุ่มคนนั้นเสมอ”

อำนาจ :   อดีต -  เด็กหนุ่มหัวขโมย  ผู้ที่ลักขโมยรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านไปขายด้วยความคะนอง

ปัจจุบันคิดได้ว่า -  “สามนาทีที่พวกผมใช้ขโมยรถ กับรถราคา 4หมื่นถึง7หมื่นบาท  แค่สามนาทีที่ผมทำ  ได้ทำให้สิ่งที่เขาสู้ทำงานหาเงินตลอดต้องหายไปแบบไร้ร่องรอย    หากย้อนเวลากลับไปได้ คงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งผิดๆเหล่านี้แน่นอน  และผมก็อยากขอโทษเหยื่อที่ผมได้ทำลงไปเพียงหวังแค่เงินไม่กี่บาท”

ต้น :    อดีต -  เด็กหนุ่มวัยปวช.  ที่ลงมือฆ่าคนได้เพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นคู่อริต่างสถาบัน

ปัจจุบัน -    “ให้ไปฆ่าคนอีก ยังไงผมก็ไม่ทำ จ้างให้ผมฆ่าด้วยเงินเท่าไหร่ผมก็ไม่เอา  ฆ่าแล้วไม่ถูกจับผมก็ไม่ฆ่า  เรื่องแบบนี้ผมไม่เอาแล้ว”

“ผมตั้งใจว่า เมื่อลูกของผมอายุสัก 13-14  ผมจะบอกหมดว่าชีวิตผมเป็นยังไง  เคยผ่านอะไรมาบ้าง  เรื่องที่ผมติดคุกแล้วไปทำสิ่งไม่ดีต่างๆว่า ทำแล้วมันให้ผลกับชีวิตผมยังไงบ้าง    สอนเขาว่าหนทางไหนที่เดินได้ ทางไหนเดินไม่ได้   ผมจะบอกว่ามันเกิดขึ้นกับตัวเราแล้วนะ ถ้าลูกอยากทำ  ลูกอาจทำได้ ผมไม่ห้าม เพราะถ้าห้ามมันก็ต้องมีแหก  แต่ลูกต้องคิดว่าสิ่งที่ลูกทำน่ะ พ่อได้ทำมาแล้ว และมันส่งผลยังไง”

หมอก :   อดีต -  ฆาตรกรที่ลงมือฆ่าชายคนหนึ่งเพียงเพราะเหตุทะเลาะวิวาท

ปัจจุบัน -  ในงานวันขอโทษและให้อภัยที่บ้านกาญนาภิเษกจัดขึ้น  หมอกได้ไปกราบขมาแม่ของชายผู้ที่ถูกเขาฆ่า

“ผมทำด้วยความรู้สึกอยากขอโทษจริงๆ    และเขาเมตตาผมมาก ขนาดว่าผมทำลูกเขาเสียชีวิต  เขายังให้อภัยอย่างไม่คิดเอาผิด  ผมไม่รู้ว่าร้อยคนพันคนจะมีสักคนไหมที่เป็นแบบนี้”

เมฆ    :   อดีต -  เด็กหนุ่มวัยเดียวกับหมอก  ผู้ซึ่งพ่อของเขา…คือคนที่ถูกหมอกฆ่า  และโชคชะตานำพาให้ทั้งคู่มาเจอกันที่บ้านกาญจนาภิเษกแห่งนี้  โดยเมฆได้พกความเคียดแค้นชิงชังมาเต็มหัวใจ  และพยายามหาช่องทางที่จะ ‘เอาคืน’ อยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบัน -   สถานที่แห่งนี้ได้เปลี่ยนความแค้นของเด็กหนุ่มให้กลายเป็นการให้อภัย   และสุดท้ายทั้งสองก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

เกล้า  :    อดีต -  เด็กหนุ่มวัยคะนอง ที่ก่อคดีล่วงละเมิดทางเพศหญิงสาว

ปัจจุบัน -  ยืนยันว่าจะไม่ยอมทำผิดซ้ำอีก และหันมามุ่งมั่นเอาดีทางการเล่นดนตรีอย่างจริงจัง  โดยเป็นสมาชิกชมรมดนตรีของบ้านกาญจนาภิเษก    “ผมออกไปจากที่นี่ก็จะไปเล่นดนตรีตามผับหรืองานต่างๆ  พ่อแม่ผมก็เห็นด้วยและบอกว่าจะส่งให้เรียนดนตรีถ้าผมอยากเรียนจริงๆ    ผมสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำผิดอีกแล้ว เราต้องชนะตัวเองให้ได้  ถ้าชนะตัวเองไม่ได้จะไปชนะใครเขา  ผมบอกว่าทำได้ก็ต้องทำได้”

 

มันคงเป็นการง่ายเกินไป  หากจะตัดสินใครสักคนว่าเป็นคนเลวไปชั่วชีวิต จากการกระทำผิดในชั่วขณะหนึ่ง

ครูมล – ผู้ที่ใช้เวลาแทบทั้งชีวิตอยู่กับวัยรุ่นที่กระทำความผิด  ยืนยันถึงเมล็ดพันธุ์ความดีที่มีอยู่ในตัวพวกเขา ว่ามันมีอยู่จริง

“พวกเด็กๆที่นี่มีส่วนดีอยู่ในตัวเขาเยอะมาก เพียงแต่ว่ากระบวนการต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มันไม่ได้ไปสัมผัสมุมดีของเขา มันไปเล่นกับอำนาจฝ่ายต่ำของเขาซึ่งมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน”

“ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ของผู้ใหญ่ ที่จะต้องหาหนทางที่จะทำให้เมล็ดพันธุ์แห่งความดีในตัวเขานั้นได้เติบโต”

สิ่งที่ครูมล  เจ้าหน้าที่ รวมทั้งครูที่ปรึกษาในบ้านหลังนี้ได้ทำ  จึงไม่ใช่แค่เพียงการเป็นครูในความหมายของการให้ความรู้   แต่ยังหมายถึงการเป็นครูที่ให้ความรัก  … ความรักที่มาพร้อมกับความเข้าใจและการให้โอกาส …. ที่ทำให้คนที่คิดว่าตัวเองล้มเหลวไร้ค่าคนหนึ่ง  ได้กลับมามองเห็นคุณค่าและมองเห็นด้านดีของตัวเองอีกครั้ง

และนั่น ก็จะนำพามาซึ่งชีวิตใหม่

“หากพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่รู้สึกเศร้าโศก โกรธ เกลียดชัง สิ้นหวังและต่อยอดไปถึงขั้นที่ว่าเสนอความคิดที่รุนแรง เพื่อให้จัดการกับเยาวชนเหล่านั้น  ป้าก็คิดว่ามันเป็นการหลงทิศผิดทาง เพราะเรากำลังจะไปขยายด้านร้ายของพวกเขา

“แต่ถ้าเราหันมาเล่นกับความดีและด้านสว่างของลูกหลานเรา    มันก็จะมีโอกาสที่เราจะได้ลูกหลานเรากลับคืนมาและเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของสังคมนี้”

 

 

ที่มาข้อมูล      นิตยสาร ฅ คน ฉบับที่ 18 (เมษายน 2550)  

      คำพูดครูมลบนเวทีคนค้นฅนอวอร์ดครั้งที่2

                   หนังสือ ก้าวที่พลาด : บันทึกความจริงชีวิต จากเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก

                    เอกสารจากบ้านกาญจนาภิเษก  “ก้าวที่พลาด คือ ก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลง”

05 หมอ –ศูนย์บาทรักษาทุกโรค

หมอ

–  เมื่อเงินศูนย์บาท สามารถรักษาได้ทุกโรค

 

“ผมเพิ่งมาเข้าใจว่า อาชีพที่มั่นคงที่สุดในโลกคืออาชีพทำงานฟรี” 

เจ้าของประโยคชวนสงสัยนี้ ก็คือ นายใจเพชร  กล้าจน

หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หมอเขียว

ความพิเศษของหมอเขียว ไม่ได้อยู่ที่การรักษาฟรีสำหรับทุกโรคเท่านั้น   แต่ความพิเศษอยู่ตรงที่ว่า เขาคือผู้ค้นพบการรักษาในวิธีใหม่ ที่สามารถรักษาโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันให้หายขาด อย่างที่แพทย์ปัจจุบันไม่สามารถทำได้   และที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ทำได้โดยไม่ต้องพึ่งยาฝรั่ง  ไม่ต้องผ่าตัด  ไม่ต้องเอ็กซเรย์  ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแสนแพงใดๆ

แค่เปลี่ยนวิธีการกิน และวิถีการใช้ชีวิต  ….เท่านั้น … เท่านั้นจริงๆ เพียงแต่ต้องรู้วิธีการ

อาจเรียกได้ว่านี่เป็นแพทย์แผนใหม่ของโลก ที่หมอเขียวเรียกว่า  แพทย์วิถีพุทธ

และทุกวันนี้สิ่งที่หมอเขียวพยายามจะทำ  ก็คือการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เขาค้นพบนี้ให้กระจายไปมากที่สุด

ไม่ใช่เพื่อให้ผู้คนมาหาเขามากๆ    แต่เพื่อให้ผู้คนไม่ต้องมาหาเขาอีก

“หมอที่ดีที่สุดในโลก คือ ตัวคุณเอง”   เขากล่าวกับทุกคนไว้เช่นนั้น

 

  ~  เมื่อแพทย์แผนปัจจุบันเดินมาถึงทางตัน~

ใช่ว่าอยู่ดีๆหมอเขียวก็จะบรรลุถึงแนวทางแพทย์แผนใหม่ที่ว่า

ในอดีต หมอเขียวก็ไม่ต่างจากหมอแผนปัจจุบันทั่วๆไป คือเรียนจบจากวิทยาลัย สาธารณสุข และเข้าทำงานในโรงพยาบาลของจังหวัดมุกดาหาร

“ตอนนั้นเราก็พยายามช่วยเหลือชาวบ้านมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เอาหลักการที่เคยเรียนมาสอนชาวบ้านทุกอย่าง แต่ก็ไม่สามารถทำให้เขาแข็งแรงได้จริงๆ  ชาวบ้านกลับป่วยมากขึ้นๆ”

ยิ่งโรคเรื้อรังอย่างมะเร็ง  เบาหวาน ความดัน หรือโรคกระเพาะ เขาก็ยิ่งพบข้อมูลที่น่าตกใจว่ามีเพียง 20% เท่านั้นที่รักษาให้หายขาด  นอกนั้นก็ต้องกลับมาโรงพยาบาลอีก ไปกลับโรงพยาบาลเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง

“เจ้าหน้าที่ยิ่งป่วยมากกว่าชาวบ้านถึงสามเท่า เพราะต้องอยู่กับโรคมาก   ขนาดผมเองก็ป่วย เจ็บหัวใจ หัวใจขาดเลือด แน่นท้อง ทั้งๆที่เราก็เป็นนักกีฬา นักโภชนาการ ทำตามหลักทุกอย่าง กินยาดีที่สุดของโรงพยาบาลก็ไม่หาย  ผมจึงพยายามคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

คำถามสั้นๆที่ว่า ‘มันเกิดอะไรขึ้นนี่เอง’  อาจเป็นสิ่งที่ทำให้หมอหนุ่มคนนี้แตกต่างจากหมอทั่วๆไป  เพราะมันทำให้เขาเริ่มมองหาทางแก้ไข

เริ่มแรก เขาก็คิดอย่างคนทั่วไปว่า ตนเองคงมีความรู้ไม่พอ จึงตัดสินใจจะไปเรียนต่อ แต่ยังไม่ทันจะได้เรียน เขาก็บังเอิญได้ไปช่วยงานของหมอที่มีฝีมือระดับสูงคนหนึ่ง  ทำให้เขาเห็นว่า คนไข้หน้าเดิมๆก็ยังวนกลับมา เมื่อเปิดสถิติดูก็พบว่าคนไข้หายขาดเพียง 30% เท่านั้น

“ผมคิดว่าถ้าเรียนต่อสูงๆผมก็คงทำได้ไม่ต่างกัน ระดับสุดยอดฝีมือยังได้แค่นั้น   พอสะดุดเรื่องนี้ผมก็มาคิดว่า แพทย์ปัจจุบันอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการแก้ปัญหา   ไม่ใช่แพทย์แผนนี้ไม่ดีนะ เพียงแต่แผนเดียวมันไม่น่าจะพอ”

หากเป็นคนอื่น อาจรู้สึกว่าก็ทำเท่าที่ทำได้ก็พอ   แต่สำหรับหมอเขียว เขากลับพยายามหาหนทางที่จะทำให้มันดีขึ้น

เริ่มศึกษาแพทย์แผนไทย  แต่ก็ปรากฏว่ารักษาหายขาดแค่ 20% เท่าเดิม

เริ่มศึกษาแพทย์แผนจีน  ก็พบว่าตัวเลขไม่ต่างกัน

ลองเอาทุกแผนมารวมกัน  ก็ยังคงได้เท่าเดิม

“ผมเครียดมาก  ทำไมอีก 60% แก้ไม่ได้ เหมือนเจอทางตัน”

นอกจากปัญหาเรื่องสุขภาพที่แก้ไม่ตก  เขาก็ยังต้องพบกับภาวะของการแก่งแย่งตำแหน่งกัน  เจอคนโกง เจอคนที่ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม  เมื่อทั้งหมดนั้นรวมกัน เขาจึงตัดสินใจตัดขาดจากโลกภายนอก  แล้วออกสู่การปฏิบัติธรรม

แต่ใครจะคาดคิดว่าการตัดสินใจครั้งนั้น  มันจะทำให้เขาได้ค้นพบทางออกสำคัญของปัญหาสุขภาพ

จากข้อความไม่กี่บรรทัดในพระไตรปิฎก

 

~ เมื่อค้นพบสาเหตุ ~

แม้จะออกมาปฏิบัติธรรม แต่คำถามเดิมก็ยังไม่หายไปไหน  อยู่มาวันหนึ่งเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าในเมื่อพระพุทธเจ้าพูดถึงหนทางดับทุกข์   ก็น่าจะมีวิธีการดับทุกข์ที่เกิดจากความเจ็บป่วยบ้างล่ะน่า

เขาจึงรีบไปค้นพระไตปิฎก ด้วยหวังว่าในบรรดา84,000 พระธรรมขันธ์ น่าจะมีพูดถึงปัญหาสุขภาพบ้าง

แล้วเขาก็คาดการณ์ไม่ผิด  ข้อความในพระไตรปิฏกบรรทัดหนึ่งเขียนไว้ว่า

“ผู้มีโรคน้อย มีทุกข์น้อยประกอบด้วยเตโชธาตุอันมีวิบากเสมอกัน ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก เป็นอย่างกลางๆ”

บรรทัดเดียวสั้นๆ  กลับทำให้เขาค้นพบหลักอันเป็นหัวใจสำคัญที่นำมาซึ่งแพทย์แผนใหม่ของโลก

นั่นก็คือ สาเหตุของความเจ็บป่วย ไม่ใช่เชื้อโรค แต่เป็นเพราะสมดุลร้อน-เย็นที่ผิดเพี้ยนในร่างกาย  ไม่ว่าจะเป็นภาวะร้อนเกิน  เย็นเกิน   หรือร้อนเย็นพร้อมกัน  ฯลฯ

เมื่อกระจ่างชัดในสาเหตุของปัญหา   การแก้ปัญหาย่อมเดินไปได้อย่างถูกทาง

วิธีการปรับสมดุลร้อนเย็นของหมอเขียวก็ไม่มีอะไรมาก  แค่เปลี่ยนวิธีการกิน  หากโรคนั้นคือภาวะร้อนเกิน  ก็แก้ด้วยการกินอาหารที่มีฤทธิ์เย็น  เช่น ผักบุ้ง ตำลึง แตง ฟัก ฯลฯ หากโรคนั้นคือภาวะเย็นเกิน ก็แก้ด้วยการกินอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น พริก กะเพรา ขมิ้น ฯลฯ  ซึ่งนิยามร้อนเย็นในที่นี้ไม่ได้วัดที่อุณหภูมิ  แต่ฤทธิ์ร้อนคือสิ่งที่กินแล้วกระหายน้ำ  ส่วนฤทธิ์เย็นคือสิ่งที่กินแล้วชุ่มคอ ไม่ต้องการน้ำอีก

“ที่ผ่านมาเราใช้การปรับร้อนเย็นตามหลักโบราณ  แต่ก่อนมันได้ผลมาก แต่หลังๆมันได้ผลน้อยเพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป  อย่างยุโรปเป็นเมืองหนาว จุดสบายของเขาคืออุ่นสบาย เขาก็จะกินพวกแครอต ฟักทอง ที่ให้พลังงานสูง  แต่ไทยเราเป็นเมืองร้อน  ถ้าไปกินตามแบบเขามันก็ไม่ได้ผล”

แม้แต่สูตรยาของแพทย์แผนไทยเอง ปัจจุบันก็เริ่มไม่ได้ผล ซึ่งหมอเขียวบอกว่ามันเป็นเพราะโลกร้อนขึ้น  จังหวะการใช้ชีวิตของคนรวมทั้งภาวะอารมณ์ก็ร้อนขึ้นไปด้วย   ดังนั้นสูตรยาสมุนไพรต่างๆที่เคยใช้ก็ต้องปรับกันใหม่

ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการลงมือทดลองพิสูจน์เอง   หมอเขียวลงทุนชิมผักและสมุนไพรแทบทุกชนิดเพื่อจำแนกว่าอันไหนฤทธิ์ร้อนอันไหนฤทธิ์เย็น    ลงทุนกินสมุนไพรฤทธิ์ร้อนเพื่อให้ตัวเองป่วย แล้วลองใช้สมุนไพรเย็นรักษา เมื่อพบว่าได้ผล  ก็ลองสลับกัน คือกินเย็นให้ป่วย แล้วใช้ร้อนรักษา ก็ได้ผลเช่นกัน  และทำซ้ำๆจนกระทั่งมั่นใจว่าสิ่งที่ค้นพบไม่ใช่การคิดไปเอง

 

~ ทางออก~

เมื่อมั่นใจในหนทางที่ค้นพบ  เขาจึงเริ่มถ่ายทอดบอกต่อ  แนะนำชาวบ้านให้ลองทำบ้าง ซึ่งส่วนมากอาการก็ทุเลาลงเรื่อยๆและหายขาดโดยไม่ต้องอาศัยยาฝรั่งหรือเสียเงินแพงๆเลย

แม้แต่แม่ของตนเองซึ่งเป็นมะเร็งมดลูกและเคยตกเลือดขั้นรุนแรงอาการปางตาย  ต้องใช้ผ้าอนามันซับวันละ20ผืน  เขาก็รักษาด้วยตนเองจนหายขาดมาแล้ว  โดยใช้สมุนไพรฤทธ์เย็น เช่นย่านาง ใบเตย บัวบก ผักบุ้งมาโขลกและต้มเป็นน้ำสมุนไพรให้แม่กิน  รวมทั้งใส่น้ำมะพร้าวอ่อนเพื่อชดเชยการเสียเลือดด้วย

ตอนแรกแม่เขาก็ยังไม่เชื่อและเคยบอกว่า ถ้าเอาใบไม้มาคั้นแล้วรักษามะเร็งหาย ป่านนี้คงไม่มีใครเป็นมะเร็งแล้วสิลูก   แต่สุดท้ายเมื่อลองกินดูกลับพบผลอันน่าอัศจรรย์

“ตอนแรกแม่ก็คิดว่าจะไม่รอดแล้ว แต่พอดื่มไปห้านาที  เลือดที่เคยทะลักนี่แทบจะหยุดเลย   แม่บอกปกติเลือดเต็มผืนแล้วแต่มันกลับนิ่งเลย  ไม่ธรรมดา  คนนึกว่าสมุนไพรมันช้า แต่ถ้าใช้แม่นๆมันเร็วมาก  เร็วชนิดที่แผนปัจจุบันเทียบไม่ติดเลย  วันนั้นแทบจะไม่มาเลย เหลือแค่ 3 ผืนซึ่งน้อยมาก วันต่อมาเหลือ2 อีกวันเหลือ1 จนเลือดไม่ตกอีก   จากนั้นเราก็รักษาด้วยวิธีของเราต่อ  ทำไป3เดือนมันยุบหมดเลย  แพทย์แผนปัจจุบันมาตรวจบอกไม่ต้องผ่าแล้ว”

นอกจากการปรับสมดุลร้อนเย็นด้วยพืชผักพื้นบ้านที่หาได้ง่ายๆแล้ว  หมอเขียวยังพยายามนำข้อดีของแพทย์ทุกแผนที่เคยเรียนมาประกอบรวมกัน เช่นวีธีกัวซาจากแพทย์แผนจีนเพื่อใช้ถอนพิษ  การดีท็อกซ์ด้วยน้ำสมุนไพร   โดยใช้หลักธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นแกนกลางในการรักษาสุขภาพจิตและอารมณ์

“สิ่งที่ผมคิดก็คือทำยังไงโรคภัยไข้เจ็บจึงลดน้อยลง  โดยวิธีที่ประหยัดเรียบง่ายที่สุด และประชาชนส่วนใหญ่ทำเองได้ นั่นคือ หลักและแกนใหญ่ๆของแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธ”

จากบรรทัดสั้นๆในพระไตรปิฏก บวกกับหัวใจที่คิดแก้ปัญหาของหมอคนหนึ่ง    เมื่อเวลาผ่านไปเจ็ดปี ผลการรักษาปรากฎว่าตัวเลขของผู้หายขาดเพิ่มขึ้นถึง 70-80%

เขามาถูกทางแล้ว

 

~ หมอที่ดีที่สุดในโลก~

แม้ว่าการรักษาในวิธีของเขาจะได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์   ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เคยบอกว่า ตนคือหมอที่ยิ่งใหญ่  แต่ในทางตรงกันข้าม เขากลับบอกกับทุกคนที่มารักษาว่า  “หมอที่ดีที่สุดในโลก คือ ตัวคุณเอง”

“คนส่วนใหญ่รอให้เจ็บป่วยแล้วไปพึ่งหมอ  คนเป็นมะเร็งรักษากันเป็นแสนเป็นล้าน  ถ้าเรายังเน้นการรักษาที่ปลายเหตุให้คนไปพึ่งหมอพึ่งยา  ไม่ได้พึ่งตนเองอย่างนี้ ต่อให้มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ  เราต้องกลับไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุนั่นคือการดูแลสุขภาพ  พระพุทธเจ้าตรัสว่าเราต้องพึ่งตนเองสิ  ดังนั้นเราต้องเป็นหมอของตัวเอง ดูแลตัวเอง  ดับทุกข์ให้ตัวเองให้ได้”

“ปัจจุบันเรื่องสุขภาพนี่มีทางตัน 3 ทางเลยนะ  คือ  หนึ่ง ความเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น รักษาไม่หายสักที  สอง ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นทั้งภาครัฐและภาคชาวบ้านในการรักษา และ สาม คนพึ่งตนเองได้น้อยลงพึ่งหมอลูกเดียว   ผมว่าสามเรื่องนี้คือมหันตภัยของมวลมนุษยชาติ”

ดังนั้น สิ่งที่เขาพยายามทำก็คือการทำให้องค์ความรู้สุขภาพพึ่งตนนี้แพร่กระจายออกไปให้มากที่สุด  เขาจึงตัดสินใจขอพื้นที่ 40 ไร่ของครอบครัวที่อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร มาตั้งเป็นศูนย์สุขภาพ  ที่มีชื่อว่า “สวนป่า นาบุญ”  เพื่อให้ผู้ป่วยและผู้ที่สนใจมาเรียนรู้วิธีการดูแลสุขภาพแบบพึ่งตน  และจัดค่ายอบรม 7 วันโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ในค่ายแต่ละครั้ง จะมีการเก็บผลตรวจเลือดก่อนและหลังค่ายเพื่อเปรียบเทียบผล โดยในระหว่างค่ายก็จะมีการเรียนรู้ทั้งวิธีการกิน การจำแนกร้อนเย็น การทำน้ำคลอโรฟิลล์  การออกกำลังกาย การสวดมนต์และนั่งสมาธิ  รวมทั้งผลัดกันไปทำงานฐานต่างๆในแปลงผักและแปลงนา

จุดเด่นอย่างหนึ่งในค่ายนี้ ที่ทำให้หมอเขียวต่างจากหมอทั่วไปก็คือ แม้ว่าเขาจะถ่ายทอดองค์ความรู้ทุกอย่างโดยไม่มีปิดบัง  แต่เขาพยายามจะไม่ลงไปรักษาเป็นรายบุคคล หากว่าไม่ฉุกเฉินจริงๆ

“ถ้าไม่ฉุกเฉินจริงๆจะไม่ลงมาดู  เพราะถ้าไม่ฉุกเฉินแล้วลงมาดูเนี่ย คนไข้เพียบเลย  ซึ่งบางคนก็เป็นคนไข้ที่จริงๆรักษาตนเองได้   แต่ถ้าเรามา เราก็จะไปทำลายศักยภาพในการรักษาตนเองของเขา   คือเราจะไม่ทำลายศักยภาพในการรักษาตนเองของคนไข้ นี่คืออุดมการณ์สูงสุดของเรา เราเน้นให้อยากให้คนไข้เป็นหมอดูแลตัวเองได้ ซึ่งจะทำให้เขาภูมิใจและมั่นใจเวลากลับไปบ้านว่าเขาสามารถดูแลตัวเองได้  ไม่กังวลเวลาไม่มีหมอ เพราะเขาคือหมอของตนเอง”

 

หลังจบค่าย แต่ละคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกดีขึ้น

“รู้สึกว่ามันสบาย  ไม่เหนื่อย ที่เคยหายใจสะดุดก็หาย ทั้งๆที่ไม่ได้กินยา”

“ปกติวันนึงต้องกินยาสิบกว่าเม็ด  แต่พอมาที่นี่สี่วันไม่กินเลย  รู้สึกดีขึ้นมาก”

“เราดีใจมากๆที่ได้มาที่นี่ แทบจะอยากกราบเท้าหมอเขียวเลย ถ้าไม่มีหมอเราคงสู้ไม่ไหว คงตายไปนานแล้ว ตอนนี้คิดว่าหายไป80%แล้ว”   ผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ระยะที่สามคนหนึ่งกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้เคยทำคีโมไปแล้ว3ครั้ง และแทบจะเลิกรักษาเพราะทนทรมานจากการทำคีโมไม่ไหว

“แต่ก่อนเดือนนึงลงทุนซื้ออาหารเสริมไปหลายหมื่น  พอมาเจอหมอเขียวทำให้ได้ทำแบบประหยัดเรียบง่าย  คนจนก็ทำได้  ผักอะไรก็เป็นยาได้หมดถ้าเราแยกแยะเป็น  หมอเองก็เปิดเผยหมด ไม่มีปิดบังเลย สอนฟรีอีก ไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้แล้ว”

“น้ำหนักลดลงเจ็ดกิโล  รู้สึกโล่งขึ้น มีกำลังขึ้น”   ผู้ป่วยร่างท้วมเจ้าของสารพัดโรคอย่างเบาหวาน ความดัน เกาส์  และหลอดเลือดเล่าถึงความเปลี่ยนแปลง

“สิ่งที่หมอทำคือการช่วยคนแบบไม่หวังผลอะไรเลย”

“มารู้ว่าจริงๆการรักษามันไม่ต้องแพงก็ได้  หมอเขาเมตตาเรา ให้เราไปช่วยคนอื่นต่อ”

 

แต่ถึงกระนั้น หมอเขียวก็ไม่ได้ปฏิเสธแพทย์แผนปัจจุบันเสียทีเดียว

“ผมมองว่าแพทย์แผนปัจจุบันยังจำเป็นมาก เพราะมีคนที่ยังไม่ได้เรียนการรักษาด้วยตัวเองอีกเยอะ และโรคบางโรคหรืออุบัติเหตุเร่งด่วนแพทย์แผนปัจจุบันทำได้ดีกว่า  ผมว่าแพทย์วิถีพุทธเป็นเหมือนคนมาช่วยลดทอนปัญหาของแพทย์ปัจจุบัน  เหมือนสองแผนช่วยเกื้อกูลกัน  แพทย์ปัจจุบันก็ไม่ต้องมาเสียเวลารักษาโรคที่ชาวบ้านแก้เองได้  ซึ่งปัจจุบันเขาแบกภาระนี้ไว้หนักมาก  เขาควรเอาเวลาไปดูแลโรคยากๆที่ชาวบ้านรักษาด้วยตัวเองไม่ได้  ควรเอาศักยภาพไปทุ่มลงตรงนั้นดีกว่า”


 ~ อาชีพที่มั่นคงที่สุด~

ถ้าหากถามว่า ไม่รับเงินแล้วอยู่ได้ยังไง

คำตอบทั้งหมดอยู่ที่ผืนดิน 40 ไร่ตรงนั้น

นาข้าว , แปลงผัก ,ไร่นาสวนผสม  นั่นคือทุกสิ่งทุกอย่างที่หมอเขียวบอกว่าเพียงพอต่อชีวิต  อาหารทุกอย่างและสมุนไพรทุกอย่าง ล้วนอยู่ในนั้นหมดแล้ว  โดยมีผู้เข้าร่วมค่ายสุขภาพและอาสาสมัครจำนวนหนึ่งช่วยกันดูแลจัดการ   ดำนา  ถอนหญ้า  เก็บผักมาทำอาหาร   ล้างถ้วยล้างจาน ทำงานช่วยเหลือกันเหมือนดังวิถีแต่เก่าก่อนที่อาศัยใจ  ไม่ใช่ค่าจ้าง

นอกจากไม่เก็บค่ารักษา  ที่นี่ยังไม่มีการตั้งตู้รับบริจาคและไม่มีคำพูดเชิญชวนให้บริจาคใดๆ

“เจตนาลึกๆเลยคือไม่ต้องการกดดันคนจน  คือหลายที่ๆเวลาเขาทำเรื่องสุขภาพหรืออะไรก็แล้วแต่ แม้จะบอกว่าเป็นบุญเป็นกุศลนะ  แต่เขาก็จะประกาศกันเหลือเกินว่าบริจาคนะ ตามศรัทธานะ  พอประกาศอย่างนี้ปุ๊บคนมีก็พอจะบริจาคได้  แต่พอคนจนถูกกดดัน  มาปุ๊บ เฮ้ยเราไม่มีเหมือนเขา เราน้อยหน้าน้อยตา  เราก็เลยตัดสินใจว่าอย่าให้คนจนต้องถูกกดดันด้วยสิ่งนี้เลย  ที่นี่ก็เลยไม่มีตู้บริจาค  พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ายิ่งได้ไปยิ่งได้มา  ในหลวงตรัสว่าขาดทุนคือกำไร

“ผมเพิ่งมาเข้าใจว่าอาชีพที่มันมั่นคงที่สุดในโลกคืออาชีพทำงานฟรี   มันมีความสุขตรงที่ว่าเราทำงานช่วยคนฟรี  สมมุติล้างถ้วยล้างชามก็ล้างฟรี  อะไรก็ฟรี แม้แต่วิชาที่สุขภาพพึ่งตนผมก็สอนฟรี   พอสอนคนฟรีก็ปรากฏว่าเขาก็ไม่อยากให้เราตาย  เราขาดอะไรเขาก็บอก เฮ้ย คนนี้ให้ตายไม่ได้ มันทำงานฟรีมันเป็นประโยชน์  ให้ตายไม่ได้ เขามีเสื้อผ้าเขาก็อยากจะให้  เขามีผ้าขาวม้าก็เอามาให้  ผ้าขาวม้านี่มีจนไม่รู้เท่าไหร่จนต้องเอาไปแบ่งคนนั้นคนนี้   เราก็เลยรู้ว่าเราเลี้ยงชีพได้ด้วยการให้  เลี้ยงชีพได้ด้วยการไม่เอา  เลี้ยงชีพได้ด้วยการแบ่งปัน  สุดท้ายชีวิตที่มีวามสุขที่สุดก็คือเลี้ยงชีพด้วยการแบ่งปัน และไม่เคยขาด”

 

ที่มาข้อมูล   รายการคนค้นฅน ตอนหมอเขียว ศูนย์บาทรักษาทุกโรค (มีในyoutube)

      นิตยสาร ฅ คน ฉบับที่ 58 (สิงหาคม 2553)

06 นักร้อง –มากกว่าเสียงดี แต่คือความคิดดีๆที่ถูกส่งออกไป

นักร้อง

--  มากกว่าแค่เสียงดี    แต่คือความคิดดีๆที่ถูกส่งออกไป  –

 

นักร้อง คือทูตแห่งความสุข … คนบางคนกล่าวไว้เช่นนั้น

“ความสุขของผม อยู่ที่การได้เห็นคนดูมีความสุข” …. นักร้องหลายๆคนก็ชอบกล่าวเช่นนั้น

แต่สำหรับนักร้องบางคน … เขาทำได้มากกว่านั้น

เพราะในบทบาทการเป็นนักร้องของเขา  ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายในเรื่องของส่งความสุขเพียงอย่างเดียว

แต่เขากำลังส่งสารอะไรบางอย่างออกไปสู่คนฟัง

ด้วยความหวังที่ว่า อยากจะเห็นโลกใบนี้ดีขึ้น

 

1  

 ~  เงิน 5,250,000 บาท กับมิวสิควีดีโอ ~  

ซาร่า แมคลาคลัน -  นักร้องนักแต่งเพลงชาวแคนนาดา และโซฟี  มุลเลอร์ -โปรดิวเซอร์  ได้รับงบ 5,250,000 บาท สำหรับทำมิวสิควีดีโอเพลงWorld on fire

แน่นอนว่างบมหาศาลตรงนี้ มันก็จะถูกแบ่งเป็นค่าแต่งหน้าทำผม  ค่าเช่าสถานที่ ค่าเสื้อผ้า  ค่าตัดต่อ ค่าจ้างทีมงาน ค่าอาหารในกองถ่าย ฯลฯ   ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันก็เป็นเรื่องปกติของวงการที่มันจะต้องมีค่าใช้จ่ายแบบนี้เกิดขึ้น

คนทั่วไปอาจมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา

แต่สำหรับซาร่าและโซฟี  กลับมองว่า เงินจำนวนนี้มันน่าจะเอาไปทำอะไรให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่านั้น

ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นถูกตัดทิ้งไป  เหลือไว้สำหรับกระบวนการผลิตจริงๆเพียงแค่ 525 บาท

แล้วที่เงินที่เหลือไปไหน ?  … คำตอบนั้นอยู่ในเนื้อหา MV นั่นเอง

MV เปิดขึ้นมาที่ภาพของซาร่ากำลังนั่งเล่นกีต้าร์  ด้วยเสื้อผ้าที่ธรรมดา ฉากที่ธรรมดา และปราศจากการแต่งหน้าใดๆ

แล้วตัวอักษรตัวใหญ่ ก็เฟดขึ้นมาว่า  This video cost  $150,000

ภาพตัดกลับไปที่ซาร่ากำลังเล่นกีต้าร์ร้องเพลงอีกครั้ง  พร้อมกับความสงสัยที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของคนดู

เหมือนรู้ใจ  -  ข้อความถัดมาที่ปรากฏก็คือ  what’s  wrong  with this video?

ทิ้งไว้สักพักให้ความสงสัยเริ่มมากขึ้น  แล้วค่อยๆเผยว่า  well , it only cost $15

แล้วต่อด้วยประโยคชวนคิดที่ว่า  $150,000  could  make a difference to over 1,000,000 people   –  เงินแสนกว่าดอลล่าร์สามารถเปลี่ยนชีวิตคนกว่าหนึ่งล้านคนได้

เปลี่ยนยังไง …  ข้อความถัดจากนี้ไปที่ปรากฏในMVคือคำตอบ

……

เงินค่าจ้างช่างแต่งหน้าทำผมในกองถ่าย หรือ ทุนการศึกษาเด็กนักเรียนหญิงในอัฟกานิสถาน 145 คน
ค่าจ้างผู้ช่วยฝ่ายโปรดักชัน หรือ ทุนการศึกษา1เทอม สำหรับเด็กเอธิโอเปีย 100 คน
ค่าจ้างคนตัดต่อ หรือ ทุนการศึกษา 1 ปี สำหรับเด็กข้างถนนในแทนซาเนีย 100 คน
ค่าจ้างผู้กำกับรวมผู้ช่วยสองคน หรือ งบประมาณสำหรับทำสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในแอฟริกาใต้ 1 ปี
ค่าจ้างโปรดิวเซอร์ หรือ ค่ายา6เดือน สำหรับคนไข้5,000คนในแอฟริกา

 

แน่นอนว่าพวกเขาเลือกทำอย่างหลัง

ไม่ใช่แค่ได้ MV ที่ดี     แต่ยังช่วยสร้างชีวิตที่ดีให้คนกว่าล้านคนอีกด้วย

ไม่ว่าพวกเขาจะทำด้วยการสร้างภาพ หรือด้วยความจริงใจก็แล้วแต่

แต่สิ่งที่MVนี้บอกกับคนดูอย่างเรา   ก็คือในอาชีพและหน้าที่ของเรานั้น….

เราช่วยโลกได้มากกว่าที่เราคิด

 

 

2

~  นักดนตรีร็อก กับ โลกร้อน ~  

นักดนตรีร็อก กับ ปัญหาโลกร้อน … สองสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่

แต่วงร็อคอย่าง Radiohead  กลับตระหนักว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและก็ควรเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาด้วย

ว่ากันว่าการลงมือทำ สำคัญกว่าคำพูด

และในกรณีนี้ก็เช่นกัน  พวกเขาไม่ได้ร้องเพลงรณรงค์รักษ์โลก  แต่ได้ลงมือทำในสิ่งที่รักษ์โลกให้ทุกคนดู

พวกเขารู้ตัวว่าในอาชีพนักร้องนักดนตรีนั้น ได้สร้างภาระให้โลกใบนี้มากมาย

ไม่ว่าจะเป็นการผลาญทรัพยากรในการจัดคอนเสิร์ตแต่ละครั้ง , ขยะมากมายที่เกิดขึ้น รวมไปถึงคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาในการเดินทาง
พวกเขาลงทุนจ้างบริษัท Best Foot Forward   ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการคำนวณผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ให้มาลองประเมินดูว่าการออกทัวร์คอนเสิร์ต 2 ครั้งหลังสุดของพวกเขาในอเมริกาได้ทิ้งผลกระทบอะไรไว้กับโลกบ้าง  เพื่อที่จะได้หาทางลดผลกระทบเหล่านี้ลง

จากการประเมินเปรียบเทียบผลกระทบจากการทัวร์คอนเสิร์ต2ครั้ง  ซึ่งครั้งแรก คือในปี 2546 ซึ่งพวกเขาเน้นเล่นคอนเสิร์ตในลานกลางแจ้งนอกเมือง     แต่ปี 2549 เปลี่ยนมาเล่นในสถานที่ในร่มซึ่งจุคนได้น้อยกว่า และอยู่ในเมือง

ผลออกมาว่าครั้งแรกพวกเขาปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 9,073 ตัน แต่ในครั้งหลังปล่อยแค่ 2,295 ตัน

สาเหตุที่มันแตกต่างกันขนาดนั้นก็เพราะว่า ยิ่งจัดคอนเสิร์ตในสถานที่ไกลๆ  คนก็ต้องยิ่งเดินทางไกลๆเพื่อไปดู

ลองนึกภาพว่าผู้ชม 240,000 คนขับรถอเมริกันคันใหญ่ไปดูคอนเสิร์ตนอกเมือง มันจะสร้างคาร์บอนให้โลกขนาดไหน

แต่ถึงกระนั้น  ไอ้การที่จะแก้ปัญหาด้วยการไม่จัดคอนเสิร์ตเลย ก็คงไม่ใช่  เพราะยังไงๆนี่ก็เป็นงานที่พวกเขารัก

สิ่งที่เป็นการบ้านข้อต่อมาก็คือว่า

ถ้าต้องจัด จะจัดอย่างไรให้เกิดผลกระทบต่อโลกน้อยที่สุด

แผนการที่เขาวางกันไว้ก็คือ

1.  เดินทางด้วยเครื่องบินให้น้อยที่สุด   และขนของข้ามประเทศด้วยเรือแทนเครื่องบิน  เพราะมันปล่อยคาร์บอน

น้อยกว่ากันถึง 93%   แต่หากว่าจำเป็นต้องเดินทางด้วยเครื่องบินจริงๆ  ก็จะเลือกเครื่องบินโดยสาร แทนการเช่าแบบเหมาลำเหมือนเมื่อก่อน

2.  จะเล่นคอนเสิร์ตเฉพาะในตัวเมืองที่เดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะสะดวกเท่านั้น  เพราะไม่อยากให้คนดูขับรถส่วนตัวมากัน  ถ้าสถานที่จุคนได้น้อยก็เล่นให้บ่อยขึ้น

สำหรับคอนเสิร์ตที่บาร์เซโลน่า  ก่อนจะเลือกสถานที่จัด  พวกเขาลงทุนขนาดไปเก็บข้อมูลว่าผู้ชมส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่ย่านไหนกัน  เพื่อที่จะได้เลือกสถานที่ที่ทุกคนไปมาได้สะดวกที่สุด สิ้นเปลืองพลังงานน้อยสุด

สถานที่ที่เลือกได้ก็สุดแสนจะน่าพอใจ เพราะสามารถเดินทางมาได้ทั้งทางรถราง

รถไฟใต้ดินและรถเมล์  แถมบนหลังคาอาคารยังมีแผงโซลาเซลล์ผลิตพลังงานใช้เองด้วย
3.  เชิญชวนแฟนๆผ่านทางเว็บไซต์ว่าให้เดินทางมาคอนเสิร์ตด้วยระบบขนส่งสาธารณะกันเถอะ   หรือหากต้องขับรถมาก็ชวนว่าถ้าใครทางเดียวกันก็มาด้วยกันดีกว่า   โดยมีตัวเลขยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆของเรานั้นมันส่งผลได้จริงอย่างไร   เช่น ถ้าเพิ่มจำนวนผู้โดยสารในรถยนต์ส่วนตัวที่ขับไปดูคอนเสิร์ตจากเฉลี่ย 2.2 คนต่อคันเป็น 3 คนได้   จะลดการปล่อยคาร์บอนลงได้ 22 %
4.   แม้จะประหยัดยังไง  สุดท้ายก็ต้องมีการปล่อยคาร์บอนบ้างอยู่ดี  สมาชิกทั้ง5ของวง จึงเตรียมตัวรับผิดชอบกับคาร์บอนที่ตนปล่อยมา โดยการปลูกต้นไม้กว่า 50,000 ต้นเป็นการชดเชย

บางที…สิ่งที่วงร็อกอย่าง radiohead ทำได้   มันมีอะไรมากกว่าตัวเลขการปล่อยคาร์บอนที่ลดลงไป

แต่มันยังหมายถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในหัวใจให้กับบรรดาแฟนเพลง

แน่นอน , การรณรงค์เรื่องโลกร้อนโดยนักวิชาการ  ย่อมไม่สร้างแรงจูงใจเท่ากับการรณรงค์โดยศิลปินในดวงใจอยู่แล้ว

 

ที่มาข้อมูล :  หนังสือต้นไม้ใต้โลก  และ ดอกไม้ใต้โลก  เขียนโดย ทรงกลด  บางยี่ขัน 

07 วิศวกร –เมื่อความรู้ฟิสิกส์ ไม่ได้อยู่แค่บนหน้ากระดาษ

วิศวกร

--  เมื่อความรู้ฟิสิกส์  ไม่ได้อยู่แค่บนหน้ากระดาษ –

1     ~  รถน้ำ ~

ไฟฟ้าเคมี , สารละลายอิเล็กโทรไลต์ , ขั้วแอโนด , แคโทด , ปฏิกิริยาออกซิเดชัน ฯลฯ

……………เรียนไปทำไม ……………….

นั่นอาจเป็นคำถามที่พบบ่อยที่สุด สำหรับคนที่เรียนวิชาฟิสิกส์ และเคมี

 

คำตอบของคำถามนี้  อาจอยู่ที่อ.สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา  อดีตนักวิทยาศาสตร์แห่งองค์การนาซ่า

น้ำ  ประกอบด้วยไฮโดรเจน 2 อะตอม และออกซิเจน 2 อะตอม ใครๆก็รู้

แต่ผลงานของอ.สุมิตรกำลังบอกกับเราว่า  รู้…เพื่อนำความรู้ไปใช้  ไม่ใช่แค่เพื่อสอบ

จากความรู้ไฟฟ้าเคมี  นำไปสู่การทดลองแยกนำด้วยไฟฟ้า   ซึ่งจะทำให้ไอ้โมเลกุล H2O ของน้ำแตกตัวออก   แยกไฮโดรเจนไปไว้ที่ขั้วหนึ่ง  และออกซิเจนไปไว้ที่อีกขั้วหนึ่ง

แล้วเจ้าไฮโดรเจนที่ได้นี่เอง คือพระเอกของงานนี้ ที่จะถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนรถยนต์ให้วิ่งได้ แทนการใช้น้ำมัน!

พูดให้ง่ายคือ เราสามารถใช้น้ำเป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์แทนน้ำมันได้ … เอากับเขาสิ

โดยเจ้ารถยนต์พลังน้ำที่ว่านี้ จะมีเครื่องยนต์พิเศษในแบบของมันที่ชื่อว่ารีแอกเตอร์   ทำหน้าที่ในการแยกน้ำให้แตกตัวเป็นไฮโดรเจนออกมา

และเจ้าอุปกรณ์ชนิดนี้นี่เอง ที่อ.สุมิตรร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีในการพัฒนามันขึ้นมาจนเกิดเป็นรถยนต์พลังน้ำที่วิ่งได้จริงเป็นครั้งแรกในเมืองไทย  โดยทดลองวิ่งไปแล้วเมื่อปี 2551 และพบว่าอัตราเร็วและอัตราเร่งไม่ได้ต่างจากรถที่ใช้น้ำมัน

นอกจากจะลดการใช้ทรัพยากรน้ำมันซึ่งแพงและใกล้หมดโลกเต็มทีแล้ว  ยังช่วยลดมลพิษบนท้องถนนอีกด้วย  เนื่องจากไอเสียที่เกิดขึ้น ก็คือไอน้ำธรรมดาๆนั่นเอง

อ.สุมิตรเล่าถึงความตั้งใจในการทำงานชิ้นนี้ว่า อยากให้คนไทยและโลกรู้ว่าน้ำเป็นพลังงานทดแทนได้   แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครนำมันมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่เลย    ส่วนอุปกรณ์ที่ผลิตขึ้นได้ในวันนี้ เขาก็บอกว่า ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาต่อไป  เพื่อให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

ส่วนในประเทศอื่นๆนอกเหนือจากประเทศไทย  ก็มีข่าวว่าเขาค้นพบเทคโนโลยีนี้กันมานานแล้ว  แม้แต่บริษัท BMW เองก็เคยผลิตและทดลองวิ่งมากกว่าหนึ่งแสนกิโลเมตรแล้วตั้งแต่ปี 2544  รวมทั้งโปรโมตว่าอีกหนึ่งเดือนจะวางจำหน่าย

แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายผลงานดีๆทั้งหลายก็เงียบหายเข้ากลีบเมฆไป    9 ปีผ่านไป  BMW ก็ไม่มีรถยนต์รุ่นนั้นออกมา  ผลงานของนักประดิษฐ์แนวๆนี้หลายคนถูกยกเลิกโปรเจค

ส่วนเหตุผลก็มีกระซิบกันมา โดยไม่รู้จริงเท็จอย่างไรว่า  เหตุที่เรื่องดีๆแบบนี้เงียบหาย เพราะมันไปขัดผลประโยชน์ของใครบางคนซึ่งหากินกับน้ำมัน

บางที…เทคโนโลยีนี้อาจดีเกินไปหรือไม่ก็พลังของมวลชนที่อยากได้เทคโนโลยีดีๆยังมีไม่เพียงพอ

ที่มาข้อมูล   www.hgvthailand.com   ,  http://www.vcharkarn.com/vblog/37463  , http://hilight.kapook.com/view/27982                    

 

2   ~ คนเอาถ่าน ~ 

ในโลกนี้  เต็มไปด้วยคนไม่เอาถ่านมากมาย

แน่ล่ะ , ถ่านไฟฉายที่หมดไฟ  ใครอยากจะเอาไว้ล่ะ

รู้ทั้งรู้นะว่ามันมีสารพิษในนั้นมากมาย สุดท้ายทิ้งไปมันก็กลายเป็นขยะพิษ  เมื่อฝังกลบใต้ดิน ไอ้สารพวกนั้นก็ซึมลงสู่ชั้นดิน แพร่ลงสู่น้ำใต้ดิน  สุดท้ายเป็นไง…หนีไม่พ้นวนกลับมาที่ตัวเราจนได้

แล้วจะให้ทำไง…..

แน่นอน ซุปเปอร์ฮีโร่ในงานนี้ก็หนีไม่พ้นนักประดิษฐ์และวิศวกรแน่ๆ

ที่เว็บไซต์  www.nigelsecostore.com  แหล่งรวมสิ่งประดิษฐ์รักโลกมากมาย ได้ส่งเจ้า “USB CELL” เข้าประกวด  ซึ่งเป็นถ่านไฟฉายหัว usb ที่หมดไฟเมื่อไหร่ ก็นำไปชาร์ตใหม่ได้ โดยไม่ต้องทิ้งให้เกิดขยะ(พิษ)

ส่วนถ่านไฟฉายยี่ห้อ SunCat ก็ไม่น้อยหน้า   บอกว่าในเมื่อเจ้าแมวน้อยสามารถหาความอบอุ่นจากการนอนตากแดดที่ริมหน้าต่างฉันใด   ถ่านไฟฉายก็เติมพลังด้วยการนอนตากแดดได้ฉันนั้น

ถูกต้อง , ถ่านไฟฉายพลังงานแสงอาทิตย์

ไฟฟ้าไปแล้ว , แสงอาทิตย์ไปแล้ว , จะขาดน้ำได้อย่างไร

สุดท้าย ถ่านไฟฉายยี่ห้อ  NoPoPo ก็ส่งถ่านพลังน้ำเข้าประกวด  โดยใช้น้ำเป็นตัวผลิตกระแสไฟฟ้า และภายในก็ไร้ซึ่งสารประกอบที่มีพิษใดๆ  สบายใจหายห่วง  แถมให้ไฟมากพอที่จะเปิดไฟฉายขนาดเล็กได้นาน 20 ชั่วโมง   เมื่อพลังงานหมดก็เติมน้ำกลับเข้าไปได้ถึง 5 ครั้ง   เก็บรักษาไว้ได้นานถึง 10 ปี   และใครอยากนึกสนุกเติมน้ำอัดลม  เบียร์ หรือน้ำผลไม้เข้าไป

ก็ไม่ว่ากัน

ที่มาข้อมูล     http://news.phuketindex.com   ,   http://www.aurum.co.th

 

 

3    ~ มือถือสิ้นซาก ~

-  1,222,245,200 คือยอดขายโทรศัพท์มือถือทั้งโลกในปี2551

-    14 เดือน  คือ ระยะเวลาเฉลี่ยในการใช้โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง

(สถิติที่ worldwatch Institute ระบุไว้)

-   ส่วนประกอบสำคัญในมือถือคือ แร่โคล หรือโคลัมไบต์-แทนทาไลต์  ที่พบมากในแอฟริกากลาง โดยเฉพาะคองโก

-    คองโก… นั่นล่ะ ที่ที่มีสงคราม , มีการลักลอบทำเหมืองผิดกฎหมาย , มีการใช้แรงงานเด็กเยี่ยงทาส  ซึ่ง UNESCOระบุไว้ว่าในบางพื้นที่  ในเด็ก100คน จะมี 30คนที่ต้องใช้เวลาทั้งวันในการแยกโคลออกจากเศษหินอื่นๆ

-    ยิ่งทำเหมืองมากเท่าไหร่   บ้านกอริลล่าก็ยิ่งหายไปมากขึ้นเท่านั้น  ซึ่งในวันนี้พวกมันเหลืออยู่บนโลกนี้ไม่กี่ร้อยตัวแล้ว

-   ที่น่าตกใจกว่าคือว่า ในบรรดามือถือที่ถูกโยนทิ้งอันมากมายนั้น มีเพียงไม่ถึง 5% ที่ถูกนำมารีไซเคิล

-    เหตุผลก็คือกระบวนการในการแยกชิ้นส่วน มันสิ้นเปลืองเวลา กำลังคนและงบประมาณมากกว่าการผลิตใหม่ทั้งหมด

-    สรุปแล้ว มือถือเก่าก็ถูกทิ้งเป็นขยะไป   ส่วนมือถือใหม่ ก็ต้องทำเหมืองขุดแร่หามาใช้เรื่อยๆ

-   ทางออก ?

-   ทางแก้ ?

ว่ากันว่าการแก้ปัญหาที่ใหญ่ๆ  บางทีก็ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ  อย่างเช่นบริษัทโนเกีย  เขาไม่ได้แก้ทุกปัญหาข้างต้นนั้นได้

แต่เขาแค่เลือกมาประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องการรีไซเคิล

เขาจับจุดได้ว่า ในเมื่อกระบวนการแยกชิ้นส่วนมันมีปัญหาสิ้นเปลืองเวลาและกำลังคนนัก  ทำยังไงล่ะให้มันแยกชิ้นส่วนได้ง่ายขึ้น   นักวิจัยในบริษัททั้งหลายจึงมาสุมหัว ได้เป็นมือถือรุ่นใหม่ที่พิเศษกว่าชาวบ้านตรงที่ว่า เมื่อเราเลิกใช้และต้องการทำลาย   แค่นำมันไปผ่านความร้อนด้วยแสงเลเซอร์   ความร้อนนี้จะทำให้มือถือบิดตัว   น๊อตหลุด  ชิ้นส่วนต่างๆกระเด็นแยกจากกันภายใน 2 วินาที แล้วแยกกันไปตามสายพานแบบชนิดใครชนิดมัน     ส่วนคนน่ะเหรอ , แค่ยืนดูเฉยๆก็พอ

เมื่อกระบวนการรีไซเคิลมันง่ายและน่าใช้   ก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปดึงทรัพยากรของโลกขึ้นมาใหม่แทนการใช้ของเก่านี่

ที่มาข้อมูล   :   นิตยสาร ฅ คน ฉบับที่ 44 (มิถุนายน 2552)   

                        หนังสือต้นไม้ใต้โลก โดย ทรงกลด บางยี่ขัน

 

 

4   ~  สายลมที่หวังดี ~

ไฟฟ้า  , วิชาที่คนส่วนใหญ่เกลียดมัน

แต่ชายคนหนึ่งได้ใช้มันในการพลิกโฉมหน้าพลังงานทางเลือกในประเทศไทย

ที่เคยถูกสอนกันมาว่าประเทศไทยลมไม่แรงพอที่จะใช้ประโยชน์จากพลังงานลมนั้น  เปลี่ยนความคิดใหม่ได้เลย  เพราะวันนี้เขาได้ทำให้กังหันลมแบบไทยๆ ราคาไทยๆ ฝีมือคนไทย  สามารถเกิดขึ้นได้จริงแล้ว

“ที่บอกว่าเมืองไทยไม่มีศักยภาพเรื่องพลังงานลมนั้น มันถูกแค่ส่วนเดียว  ส่วนที่ผิดคือไม่บอกว่ากังหันลมมีหลายชนิด  มีแบบที่ไม่เหมาะแน่นอน   แต่มีชนิดหนึ่ง คือกังหันลมขนาดเล็กแบบแกนนอน 3 ใบพัดที่เหมาะกับบ้านเรา   ข้อดีคือใครก็สร้างได้  ใช้ความเร็วลมแค่ 5 เมตรต่อวินาที   ก็ผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียงพอต่อการเปิดฟลูออเรสเซนต์ 10 หลอด , เปิดทีวี ,เปิดพัดลมได้   จะมากน้อยยังไงก็ขึ้นกับตัวแปลงไฟและขนาดแบตเตอรี่     ยิ่งในถิ่นทุรกันดารที่สายส่งไฟฟ้าไปไม่ถึงและไม่มีเงินติดตั้งโซลาร์เซลล์   กังหันลมเป็นทางเลือกที่ดี  เพราะต้นทุนถูกกว่ามาก”
ชายคนนี้ ไม่ใช่ด็อกเตอร์ปริญญาจากสถาบันไหน  แต่เป็นเพียงช่างเทคนิควุฒิ ปวส.คนหนึ่ง ที่ไม่ยอมให้ความรู้ตัวเองหยุดนิ่งอยู่แค่การสอบในห้องเรียน

เขามีชื่อว่า  “บรรจง  ขยันกิจ” – ผู้บุกเบิกพลังงานลมคนแรกในเมืองไทย

จุดเริ่มต้นไม่มีอะไรมาก   เรื่องมันเริ่มง่ายๆจากตรงที่ว่ากังหันลมที่ใช้สูบน้ำของวัดป่าแห่งหนึ่งมันเสีย  แล้วเขาไปช่วยซ่อม  ซ่อมไปซ่อมมาทางวัดก็เริ่มคิดว่านอกจากจะใช้สูบน้ำแล้ว  มันน่าจะดีนะถ้าเจ้ากังหันนี้มันผลิตกระแสไฟฟ้าได้ด้วย

แน่นอน  หน้าที่นี้ตกเป็นของบรรจง

และแน่นอนอีกเช่นกันว่า  มันไม่ได้ง่าย  เพราะถ้ามันง่าย ใครๆเขาก็คงทำกังหันลมกันได้ทั่วประเทศแล้วสิ

แต่บังเอิญว่าความยาก  ไม่ใช่เหตุผลที่บรรจงจะไม่ทำสิ่งนั้น

ปัญหาแรกที่ต้องเผชิญ คือความเร็วในการหมุนของไดนาโม

“ไดนาโมที่มีหมุนได้แค่ 700 รอบต่อนาที   ถ้าจะผลิตไฟฟ้าได้ ต้องหมุนให้ได้ 1500 รอบต่อนาที  ซึ่งไม่มีร้านไดนาโมไหนในประเทศนี้ทำได้   เพราะเขาไม่รู้วิธีทำไดนาโมเอง”

ถ้าเป็นคนอื่นก็อาจล้มเลิกความตั้งใจไปแล้ว  แต่สำหรับเขา  ในเมื่อไม่มีร้านไหนทำให้ได้ก็ทำเองซะเลย

ลงทุนซื้อตำรานับร้อยเล่มมาศึกษา , หาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต , นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทุกวัน  ค้นข้อมูลจนกระทั่งรู้ว่าเว็บไหนลอกเว็บไหน  จนกระทั่งได้เจอวิธีสร้างกังหันลมแบบง่ายโดยใช้แม่เหล็กกับขดลวดหมุนตัดกันจนเกิดสนามแม่เหล็ก   เปลี่ยนพลังงานกลจากลมให้เป็นไฟฟ้า   จากนั้นจึงลองประดิษฐ์ดู

เขาลงทุนควักเงินเก็บหลายหมื่นบาท  ในการอุปกรณ์มาทดลองประดิษฐ์ด้วยตัวเอง

สามเดือนผ่านไป  ความพยายามนั้นก็เริ่มเห็นผล

กังหันลมผลิตไฟฟ้าตัวแรกจึงเกิดขึ้น ณ วัดป่าอัมพวัน จังหวัดชลบุรี

“อย่างที่ชลบุรี มีลมพัดวันละ 8-12 ชั่วโมง  ความเร็วลมเฉลี่ยที่ 6-7 เมตรต่อวินาที  แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันเลย    นี่คือพลังงานแห่งอนาคต  ตอนนี้ไทยไม่มีอุตสาหกรรมผลิตกังหันลมเลย   น่าจะเริ่มจากกังหันลมขนาดเล็กๆก่อนแล้วค่อยพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ”

สิ่งที่เขาคิดอยู่ในหัว ไม่เคยมีคำว่าสิทธิบัตรหรือการแสวงหากำไร    จะมีก็แต่เพียงคำถามที่ว่า จะทำอย่างไรให้ความรู้นี้แพร่กระจายออกไปให้มากที่สุด

“ใจผมน่ะ อยากจะสอนให้คนไทยทำเป็นเยอะๆ  แล้วให้คนไทยช่วยถ่ายทอดต่ออีกทีหนึ่ง  จากหนึ่งเป็นสอง  จากสองเป็นสี่  จากสี่เป็นแปด   เพราะตราบใดที่ประเทศไทย ยังไม่สามารถสร้างพลังงานของตัวเองได้  ก็ยังต้องพึ่งประเทศอื่นๆต้องซื้อจากประเทศอื่นๆอยู่ร่ำไป ”

ด้วยเหตุนั้น ทุกๆองค์ความรู้ทุกๆเทคนิคที่เขาค้นพบ  จึงถูกถ่ายทอดไว้ตามเว็บไซต์ต่างๆอย่างไม่มีปิดบัง  รวมทั้งให้ที่อยู่และเบอร์ติดต่อไว้เสร็จสรรพ  ใครอยากมาหามาให้สอนก็ยินดี

“ผมเคยนั่งคิดว่า  ถ้าวันไหนผมตาย  ผมเสียดายข้อมูลที่หามา  ผมจึงตัดสินใจสอนอย่างจริงจัง  ใครโทรศัพท์มาถามก็ยินดีอธิบาย  อยากมาถามที่บ้านก็ได้เลย   ผมสนุกกับการตอบคำถาม  บางคำถามผมหาคำตอบอยู่ 3วัน”

เมื่อเป็นที่รู้จักมากขึ้น  นอกจากจะเดินสายไปบรรยายตามสถาบันการศึกษาแล้ว  เขายังใช้เวลาว่างเดินทางไปสร้างกังหันลมในถิ่นทุรกันดารอีกด้วย

“อย่างที่กาญจนบุรี  มีชาวบ้านคนหนึ่ง  ต้องกินยาทุกวันและยานั้นต้องเก็บในตู้เย็น  แต่เขาต้องฝากยาไว้ที่บ้านอื่น  เพราะ บ้านเขาไม่มีไฟฟ้าและไม่มีเงินติดตั้งโซล่าร์เซลล์  ผมก็ทำให้เขามีตู้เย็นเก็บยา    หรืออย่างที่พม่า รัฐบาลนึกจะปิดไฟก็ปิด  ผมไปทำกังหันให้  ไฟฟ้ามา  คนพม่าดีใจมาก  จับมือขอบคุณ  บอกไม่ต้องง้อใครแล้ว     หรือตอนที่ไปติดตั้งกังหันลมที่ลาว  คนที่ไปด้วยกันบอกว่า  ไม่เคยเห็นคนลาวยิ้มจริงใจให้คนไทยขนาดนี้   แค่นี้ผมก็ภูมิใจแล้ว”

บางที สิ่งที่มีค่าที่สุดของความรู้   อาจไม่ได้อยู่ที่อันดับในใบปริญญา

แต่อยู่ที่การแบ่งปันความรู้นั้นออกไป ให้เกิดประโยชน์แก่สังคม

ที่มาข้อมูล      นิตยสารสารคดี  ฉบับที่277 ( เดือนมีนาคม 2551)    

                       www.tam-d-me-kwam-sook.tv/tam_d_2.htm?vdo_id=48

 

 

เรื่องราวทั้งหมดนี้ อาจจะกำลังบอกเราว่า  ความรู้ฟิสิกส์และเคมี  ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อคำนวณบนแผ่นกระดาษ

แต่ว่ามันสามารถช่วยให้โลกใบนี้ดีขึ้นได้

08 สื่อสารมวลชน (1) –ผู้สร้างต้นแบบแห่งความดี

สื่อสารมวลชน (1)

–  ผู้สร้างต้นแบบแห่งความดี 

รายการทีวีรายการหนึ่ง แหวกกฎทุกกฎของการทำรายการที่สร้างเรตติ้ง กล่าวคือ ไม่สนใจคนหน้าตาดี  ไม่ได้สนใจคนที่มีชื่อเสียง  ไม่ได้สนใจคนที่กำลังตกเป็นข่าว

แต่กลับสนใจคนเล็กๆธรรมดาๆ ที่มีสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า ความดี

“ตลอดเวลา 7-8 ปีที่ทำคนค้นฅน ผมได้เห็นผู้คนที่ทำความดีมากมาย  เป็นการทำดีจากหัวใจ  บางคนทำมาอย่างสม่ำเสมอยาวนานเป็นสิบปี ทำโดยที่ไม่ได้ใส่ใจว่าจะต้องเป็นที่จับจ้องสนใจจากผู้คนในสังคม   พวกเขาไม่ได้ถูกสปอตไลต์ไปจับ  หลายคนแทบไม่มีใครรู้จัก  พูดง่ายๆว่าเป็น nobody เกือบทั้งหมด  ซึ่งเราก็คิดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้คนเหล่านี้เป็น somebody ได้บ้าง  เพราะจริงๆแล้วทุกคนสามารถเป็นแบบอย่างให้สังคมเราได้เลย  “

สุทธิพงษ์  ธรรมวุฒิ  ผู้ก่อตั้งรายการคนค้นฅนกล่าวไว้ในพิธีมอบรางวัลคนค้นฅนอวอร์ดครั้งที่1

ตลอดเก้าปีที่ผ่านมา บุคคลที่ปรากฏในรายการนี้มีแทบทุกอาชีพ ตั้งแต่หมอ,พยาบาล,ตำรวจ,ทหาร,ครู,พระ,ชาวนา,กระเป๋ารถเมล์,ภารโรง รวมไปถึงคนพิการที่ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต

“ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่ มันคือการบันทึกประวัติศาสตร์ของสังคม   เราได้บันทึกเรื่องของคนดี คนที่มีคุณค่า คนที่มีความหมายต่อสังคมเอาไว้    ซึ่งเมื่อวันหนึ่งอาจมีคนหยิบยกมาพูดถึงมาเป็นตำราเรียน   อย่างน้อยตรงนี้คุณค่าก็เกิดขึ้น”

ภาคภูมิ  ประทุมเจริญ หรือโตโต้  พิธีกรรายการคนค้นฅน บอกถึงความหมายของการทำงานตรงนี้

“ทุกครั้งที่ได้หยิบยกเรื่องราวขึ้นมา  แล้วมีคนดูสักคนหรือสักกลุ่มหนึ่งที่ดูแล้วได้คิดตาม ได้กลับมามองตัวเอง   ได้เอาเรื่องราวมาเปรียบเทียบกับตัวเอง  มาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต แค่นั้นผมก็มีความสุขแล้ว”

แม้ว่าบางครั้ง การทำงานอาจถึงขั้นเสี่ยงชีวิต เช่นการไปถ่ายทำเรื่องของดาบแชนและทีมกู้ระเบิดแห่งจังหวัดนราธิวาส     ซึ่งทีมงานทั้งหมดต้องลงพื้นที่จริงพร้อมกับหน่วยเก็บกู้ โดยไม่รู้ว่าระเบิดเหล่านั้นจะระเบิดขึ้นมาเมื่อใด

“สิ่งที่ผมทำ ผมไม่คิดว่ามันเป็นงาน    ถ้าเราคิดว่ามันเป็นงาน  เราก็จะบวกลบคูณหารว่ามันคุ้มค่ากับเงินเดือนมั้ย คุ้มค่ากับสิ่งที่เราได้ทำหรือเปล่า   ถ้าเกิดอะไรขึ้นมามันจะคุ้มหรือเปล่า    แต่ผมรู้สึกว่ามันคือชีวิต มันคือการได้ทำสิ่งดีๆให้กับสังคม  ผมเองก็เรียนจบที่มอ.ปัตตานีมา เรียกได้ว่าเป็นเด็กสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คนหนึ่ง  ซึ่งเราก็รู้สึกว่าอยากทำอะไรที่เป็นการตอบแทนพื้นที่สามจังหวัดนี้   เป็นการตอบแทนผู้มีพระคุณ  เราก็เลยเลือกที่จะไปหยิบยก  เราได้ไปงัดเอามุมที่คนเขาไม่สนใจออกมา   อย่างข่าวคราวเรื่องระเบิดมีให้เห็นทุกวัน   แต่ภาพของคนที่กู้ระเบิด ออกให้เห็นไม่ถึงเสี้ยววินาที  เราเลยอยากเอาเรื่องราวของเขามาบอก”

“ด้วยเหตุนี้ เราจึงยอมเดินผ่านความเสี่ยง  เพื่อที่จะดึงเขาออกมา  เพื่อที่จะบอกกับเขาว่าสิ่งที่คุณทำอยู่มันมีคุณค่าต่อแผ่นดินมาก   สิ่งที่คุณทำอยู่มันมีความหมายมาก”

เคยมีตำรวจในพื้นที่ถามทีมงานว่า เหตุใดถึงกล้าเสี่ยงประกบติดการทำงานถึงเพียงนี้   คำตอบที่ได้รับจากทีมงานคนหนึ่งคือ  “ไม่อยากให้ชีวิตของผู้กล้า ผู้เสียสละเพื่อแผ่นดินคนหนึ่ง  ปรากฏเพียงแค่เรื่องเล่าหรือเป็นแค่บทความประกาศเกียรติคุณ ที่คนทั้งประเทศต้องหลับตาจินตนาการถึง”

บางทีสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่  อาจไม่ใช่แค่รายการทีวีแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงแล้วจบไป  แต่คือการยกย่องเชิดชูคนที่ทำดี เพื่อให้เขามีกำลังใจที่จะทำสิ่งนั้นต่อไป และที่สำคัญคือเพื่อให้ทองที่เคยปิดอยู่ที่หลังพระ ได้ถูกมองเห็นและปรากฏเป็นแบบอย่างแก่สังคม

ความสุขในการทำงานของพี่โตโต้  ไม่ได้อยู่ที่ความสบายหรือตัวเลขค่าตอบแทนใดๆ แต่มันคือความอิ่มเอมบางอย่างที่เกิดขึ้นในจิตใจ

“ผมมีความสุขมากที่ได้มาทำงานตรงนี้  ได้ทำในสิ่งที่เรารักและศรัทธา  ได้เติมเต็มความรู้ เติมเต็มความคิด เติมเต็มความเชื่อของเรา    ได้รู้สึกว่าอย่างน้อยที่สุดเราเป็นกงจักรตัวนึงของสื่อเล็กๆที่ยังทำงานรับใช้สังคม”

แม้ว่าเรตติ้งของรายการประเภทนี้จะไม่ดีเท่ากับพวกละครน้ำเน่า  แต่เขาก็ยังยืนหยัดที่จะทำในสิ่งที่เชื่อ

“ก็เป็นธรรมดาของสังคม ที่คนชอบกินอะไรง่ายๆ   แต่ถ้าทุกสื่อเอนไปทางด้านนั้นหมด  แล้วเราก็เอียงไปทางด้านนั้นด้วย  แล้วสื่อที่รับใช้สังคมล่ะ  จะมีเหลืออยู่กี่สื่อ   ด้วยเหตุนี้เราถึงต้องยืดหยัดในความเชื่อของเรา  ในการผลิตสื่อเพื่อเชิดชูคนที่ทำงานเพื่อสังคม  ไม่ใช่สื่อที่มอมเมาสังคม   นี่จึงเป็นเหตุผลที่บอกกับตัวเองว่า  ให้เราทำต่อไปเถอะ”

มีคำพูดหนึ่งว่ากันว่า หากใครมีสื่ออยู่ในมือ คนนั้นก็สามารถเนรมิตอะไรต่างๆได้

บางที ถ้าเราอยากให้สังคมเป็นแบบไหน  อยากให้คนในสังคมคิดอย่างไร เชื่ออย่างไร

ก็แค่สร้างสื่อแบบนั้นเยอะๆ

“สื่อแบบไหนที่เหมาะกับสังคม  ก็ต้องดูว่าคนแบบไหนที่เหมาะกับสังคม   คนแบบไหนที่มีคุณค่าต่อสังคม   สื่อก็ควรเป็นเช่นนั้น”

พี่โตโต้ทิ้งท้ายเอาไว้เช่นนั้น

——————————

“ขณะที่ความสำเร็จของบริษัทมหาชนคือ มีรายการเยอะเท่าไหร่ยิ่งดี  มีโฆษณาเต็มทุกรายการเท่าไหร่ยิ่งดี   โดยที่เนื้อหารายการจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากันอีกที  ซึ่งผมไม่คิดแบบนั้น  ผมไม่เห็นด้วย    สิ่งที่สื่อควรจะทำโดยเฉพาะสื่อทีวี ถึงแม้จะเป็นธุรกิจการขายเอากำไร  คำตอบก็คือเราควรจะขายบางสิ่งบางอย่างที่เป็นประโยชน์

“ในชีวิตประจำวันเราต้องกินอาหารหลากหลาย  ข้าว แกง ผัก ผลไม้ เหล้า เบียร์    โอเค ใครจะขายอะไรก็ขายไป  แต่ก็น่าจะมีใครสักคนเปิดร้านอาหารปลอดสารพิษบ้าง  ถ้าตอบตัวเอง ผมคิดว่าเรากำลังตั้งใจทำสิ่งนั้น”

-  สุทธิพงษ์   ธรรมวุฒิ  (ผู้ก่อตั้งบริษัททีวีบูรพา) -

——————————————

ขอขอบคุณ 

พี่โตโต้- ภาคภูมิ ประทุมเจริญ สำหรับการให้สัมภาษณ์ 

และข้อมูลประกอบเพิ่มเติมบางส่วนจากนิตยสาร ฅ คน ฉบับ 49  (พฤศจิกายน 2552)

 และวารสาร ฅนคอเดียวกัน ฉบับที่ 22 (ตุลาคม 2553)

09 สื่อสารมวลชน (2) –พลังของการสร้างความเปลี่ยนแปลง

สื่อสารมวลชน (2)

                          –  มากกว่าการสื่อสาร แต่คือการสร้างความเปลี่ยนแปลง 

 

1   รายการทีวี กับชีวิตที่ดีขึ้นของชาวนา

ความพิเศษอย่างหนึ่งของคนทำสื่อก็คือ เวลาพูดอะไร…มีคนฟังมาก

ยิ่งเป็นสื่อที่ได้รับความนิยม มีแฟนๆรายการเหนียวแน่นด้วยแล้ว ยิ่งมีพลัง

อยากจะสื่อสารอะไร  ชวนคนมาทำอะไร  ชวนให้คนมาคิดแบบไหนเชื่อแบบไหน ก็ทำไม่ยาก

ประเด็นอยู่ที่ว่าจะใช้พลังที่มีนั้นไปในทิศทางไหน

พี่เช็ค –สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิเจ้าของบริษัททีวีบูรพา ผู้ผลิตรายการทีวีอย่างกบนอกกะลาและคนค้นฅน เลือกที่จะใช้พลังของสื่อที่มีอยู่ในมือในการช่วยเหลือชาวนาไทย

ด้วยความที่เป็นคนทำสารคดี จึงทำให้เขาได้ลงไปเห็นถึงปัญหาของชาวนา ไม่ว่าจะเป็นการติดหนี้สินจากการใช้ปุ๋ยใช้ยา  การถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา  รวมทั้งช่องทางขายข้าวที่ยังไม่มากนักของชาวนาที่ปลดแอกการเป็นหนี้ด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์

สิ่งที่เข้ามาวนเวียนในความรู้สึกของเขา  ไม่ใช่แค่ความสงสารเห็นใจ  แต่เป็นคำถามที่ว่า  “เราจะช่วยอะไรได้บ้าง?”

“ที่ผ่านมาเราพูดกันแต่ว่าชาวนามีบุญคุณกับเรา  แต่ทำยังไงที่จะให้การสำนึกในบุญคุณนั้นมันเป็นมากกว่าแค่ความรู้สึก”

นั่นคือสิ่งที่ชายใส่หมวกแห่งคนค้นฅนตั้งโจทย์ถามตัวเอง

 

หลังจากได้คุยถึงปัญหากับชาวนากลุ่มหนึ่ง  เขาจึงคิดคำถามต่อมาว่า “จะทำอย่างไรที่จะเชื่อมโยงคนปลูกข้าวและคนกินข้าวเข้าไว้ด้วยกันได้ โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง”

และคำตอบที่ได้ก็นำมาสู่การจัดตั้งเครือข่าย ที่เรียกว่า  “เครือข่ายฅนกินข้าวเกื้อกูลชาวนา”

หลักการก็คือให้คนกินข้าวได้ซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรง โดยชาวนาเป็นผู้กำหนดราคาเองได้     ส่วนวิธีการก็คือทางฝั่งคนกินจะสั่งข้าวที่ตนต้องการล่วงหน้า คล้ายๆกับสมัครสมาชิกนิตยสาร  และทางทีวีบูรพาก็จะดำเนินการนำข้าวจากโรงสีชุมชน มาส่งให้สมาชิกถึงหน้าบ้านในทุกๆเดือน  มีทั้งสมาชิกราย6เดือน รายปี  หรือจะสั่งแค่ครั้งเดียวลองดูก่อนก็ได้

และสิ่งที่สมาชิกจะได้  ก็จะเป็นมากกว่าแค่การช่วยเรื่องราคา  แต่ยังหมายถึงการสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ด้วย  เพราะข้าวที่ทางเครือข่ายส่งให้สมาชิกนี้ คือข้าวที่ผลิตด้วยเกษตรอินทรีย์แท้ไร้สารพิษ100%  ที่ปลูกโดยกลุ่มชาวนาที่เรียกตัวเองว่า “ชาวนาคุณธรรม”  ซึ่งก็คือกลุ่มชาวนาที่มีปฏิญญาร่วมกันว่า จะทำนาด้วยจิตใจที่เอื้อเฟื้อต่อคนกินด้วยวิถีเกษตรอินทรีย์ ไม่ใส่สารพิษลงในนา และดำรงตนตามหลักศีลห้า  ละเว้นซึ่งอบายมุขทั้งปวง ไม่ว่าเหล่าเบียร์บุหรี่หรือการพนัน

“หัวใจของเครือข่ายนี้ไม่ใช่การขายข้าวของชาวนาหรือการที่ทำให้ท่านแค่ได้กินข้าวดีราคายุติธรรม  แต่มันคือการช่วยเพื่อนเรา ช่วยผู้ที่มีบุญคุณกับเรา  เพราะฉะนั้นประเด็นไม่ได้อยู่ที่การขายข้าวกำไรขาดทุน แต่คือการตั้งกลุ่มที่มีความคิดเดียวกันขึ้นมา  เป็นชุมชนแห่งความเกื้อกูลกันระหว่างคนปลูกข้าวกับคนกินข้าว”

พี่เช็ค-สุทธิพงษ์  คนต้นคิดเครือข่ายได้กล่าวไว้

และกิจกรรมที่ตอบโจทย์ของการสร้างชุมชนแห่งการเกื้อกูลนั้น ก็คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการพาคนกินข้าวไปรู้จักคนปลูกข้าวถึงบ้านนา ณ จังหวัดยโสธร  ทั้งดำนาในเดือนกันยา  เกี่ยวข้าวในเดือนธันวา  และเก็บแตงโมไร้สารพิษในเดือนมีนา

เมื่อคนกินรู้จักคนปลูก และคนปลูกก็รู้จักคนกิน  ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่คนซื้อข้าวกับคนขายข้าว  แต่มันคือมิตรภาพดีๆที่เชื่อมโยงถึงกัน   เวลาปลูก คนปลูกก็จะนึกถึงหน้าคนกิน ทุกๆสิ่งที่หว่านลงดินจึงมีแต่สิ่งดีๆ    ทางฝั่งคนกิน เวลากินก็จะนึกถึงหน้าคนปลูก  ทำให้รู้ว่าสิ่งที่ในจานนั้นมันมีคุณค่ามากกว่าแค่เมล็ดข้าว แต่มันคือความตั้งใจของชาวนากลุ่มหนึ่งอยู่ในนั้น

และความหวังสูงสุดของเครือข่าย  ไม่ใช่การมีสมาชิกที่มากมายหรือเป็นเครือข่ายใหญ่โตอะไร  แต่คือการที่อยากให้เครือข่ายแบบนี้เกิดขึ้นเยอะๆในเมืองไทย

“เราไม่ได้การให้เครือข่ายใหญ่โต  แต่อยากให้เกิดเยอะๆ  ตามจังหวัดต่างๆ เพื่อเกื้อกูลกัน  เหมือนเครือข่ายนี้เราตั้งขึ้นเพื่อเป็นต้นแบบ เพื่อจะทำให้สังคมเห็นว่ามันทำได้จริง”

และสิ่งนั้นก็คือหนทางที่จะนำพาความสุขและศักดิ์ศรีของชาวนาไทยให้กลับคืนมา

 

ข้อมูลเพิ่มเติม  http://www.tvburabha.com/tvb/rice.html )

 

 

2   รายการทีวี กับศักดิ์ศรีคนพิการ

ก็อย่างที่รู้กัน ว่าคนพิการในสังคมไทยขาดแคลนซึ่งโอกาส

สิ่งที่คนพิการได้รับ จึงมีแค่เพียงสายตาแห่งความสงสาร  หาใช่สายตาแห่งการเห็นคุณค่า ที่มองว่าเขาก็มีความสามารถไม่ต่างจากคนปกติทั่วไปอย่างที่พวกเขาต้องการไม่

คนพิการไม่ได้ต้องการความสงสาร  แต่ต้องการโอกาสและความเข้าใจจากคนในสังคม

….

และรายการทีวีรายการหนึ่งก็ช่วยตอบสนองตรงจุดนั้น

รายการ “ล้อ เล่น โลก”

แต่ความน่าสนใจของรายการนี้ก็คือว่า สิ่งที่พวกเขาทำ หาได้มานั่งพูดอธิบายคนให้เข้าใจคนพิการไม่

มันน่าเบื่อเกินไป   จะพูดอะไรกันยืดยาว

ทำให้เห็นเลยดีกว่า

สิ่งที่รายการนี้ทำ  มันไม่ต่างอะไรจากรายการปกติทั่วไปเลย  คือเป็นเรื่องราวของชายหนุ่มนักเดินทางคนหนึ่ง ที่โบกรกท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆทั่วประเทศไทย เพื่อไปสัมภาษณ์บุคคลที่มีความคิดเจ๋งๆทั่วทุกสารทิศ   ตั้งแต่ในเมืองไปจนถึงบนป่าบนดอย   สัมภาษณ์มาแล้วทั้งนักเขียน นักคิด  นักดนตรี  ปราชญ์ชาวบ้าน  รวมไปถึงช่างภาพสัตว์ป่า

เรียกว่าคนเจ๋งๆอยู่ที่ไหน  พิธีกรรายนี้ก็ไม่รีรอที่จะเดินทางไปเพื่อพูดคุย

ความพิเศษมีอยู่นิดเดียวตรงที่ว่า  พิธีกรนักเดินทางคนนี้  เขานั่งอยู่บนวีลแชร์

คุณโสภณ ฉิมจินดา คือคนๆนั้น

ไม่ต้องมาพูดมากมายว่าคนพิการทำอะไรได้บ้าง  แต่คุณโสภณกำลังทำให้เราดู   ว่าคนบนวีลแชร์อย่างเขา สามารถเดินทางไปที่ต่างๆด้วยตัวเองได้   ทั้งขึ้นรถไฟ   นั่งในท้ายรถกระบะ  นอนพักที่เปลศาลาริมทาง  ฯลฯ

และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง  คือการมีความสุขกับชีวิต

ตลอดการเดินทางในทุกๆเทป  ไม่เคยมีใครสังเกตเห็นความหดหู่เศร้าหมองปรากฏในแววตาของเขา

เหมือนกับเขากำลังบอกคนทั้งประเทศว่า  วีลแชร์ตัวนั้น ไม่ได้ทำให้การมีความสุขกับชีวิตลดน้อยลง

“ร่างกายผมสูญเสียไปครึ่งหนึ่งจากการเดินทาง  แต่หัวใจผมยังเหลืออยู่เต็มทั้งดวง  และเสียงจากหัวใจดวงนั้น บอกให้ผมออกเดินทาง

“ผมอยากบอกคนพิการว่า ออกมาเถอะ  ออกมามีความสุขกับโลกภายนอก อย่าปิดตัวกับความรู้สึกพิการอีกเลย   ถ้าคุณไม่ออกมา  คนทั่วไปก็ไม่มีวันได้เห็น  เขาก็ไม่มีทางได้เข้าใจ”

เขาเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งที่เขาเดินทางไปเขาใหญ่  แต่พบว่าที่นั่นไม่มีห้องน้ำสำหรับคนพิการ  เขาจึงไปรำพึงกับเจ้าหน้าที่ว่า ที่นี่เป็นถึงมรดกโลกแล้ว  ทำไมเรื่องแค่นี้ยังไม่มี   ไปครั้งที่สอง เขาก็ยังไม่ทำให้  แต่พอเขาไปเป็นครั้งที่สาม ปรากฏว่ามีห้องน้ำคนพิการเกิดขึ้น

“ถ้าผมไม่ออกมาเที่ยวเล่น ไม่ออกมาปรากฏกายอย่างนี้บ้าง คนทั่วไปก็คงลืมนึกไปว่า มีคนพิการอย่างเราอยู่ในโลกใบเดียวกัน  อย่างเช่นถนนที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ คนทั่วไปอาจมองว่ามันไม่เป็นปัญหา  แต่สำหรับคนบนวีลแชร์อย่างเรา มันคือปัญหาสำคัญ”

สิ่งที่รายการๆหนึ่งได้ทำ  นอกจากจะช่วยสะท้อนให้คนในสังคมเข้าใจคนพิการ ในอีกมุมหนึ่งยังเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้ทำในสิ่งที่ทำให้ชีวิตเขารู้สึกมีคุณค่า

“ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่าการเดินทางและการมีชีวิตของผม คงไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆให้กับสังคม   ชีวิตเล็กๆเช่นผมเป็นเพียงอณูฝุ่นของเวิ้งจักรวาล   แต่วันหนึ่งกลับมีหน่วยงานเล็กๆหน่วยงานหนึ่ง  เห็นถึงคุณค่าของการเดินทางของผม  และสนับสนุนให้ผมเดินทาง   ให้ผมหมุนล้อเดินทางไปเรียนรู้โลกกว้าง  แล้วยังมีความอัศจรรย์ใจต่อผมยิ่งขึ้น  เมื่อผมมีโอกาสได้เอาเรื่องราวที่ผมเก็บเกี่ยวได้จากรายทางนี้มาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะ”

แม้ว่าโอกาสนี้ จะมีให้กับคุณโสภณแค่คนเดียว  แต่จริงหรือไม่ว่าเรื่องราวของคนเพียงคนเดียวนั้น ก็สามารถจุดประกายหลายสิ่งหลายอย่างขึ้นในใจของใครหลายคนได้   และที่สำคัญก็คือ คนเพียงคนเดียวนีร้ ได้ทำให้คนดูทั่วประเทศได้เห็นแล้วว่า  คนพิการก็ทำอะไรๆได้ ไม่แพ้คนปกติเลย

*หมายเหตุ  รายการล้อเล่นโลก เคยออกอากาศทางช่องทีวีไทยเวลาสิบโมงวันเสาร์  โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)   สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ (สสพ.)   สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และ บริษัทอะกาลิโก โมทีฟ จำกัด    ปัจจุบันไม่ได้ออกอากาศแล้ว

 

 

รายการทีวี ที่ทำให้ชีวิตเด็กกลุ่มหนึ่งเปลี่ยนไป

หลายเดือนก่อน หากใครเปิดช่องทีวีไทยในช่วงสิบโมงครึ่งวันเสาร์  จะเห็นรายการหนึ่ง ที่มีชื่อรายการว่า พลเมืองเด็ก ตอน วัยใสหัวใจกระโดด    รายการเกี่ยวกับการแข่งขันกระโดดเชือกของเด็กๆโรงเรียนหนึ่ง

กระโดดเชือกเนี่ยนะ….น่าสนใจยังไง?

หากมองผิวเผิน  การกระโดดเชือกเป็นเรื่องธรรมดามาก  มาเป็นรายการทีวีแล้วจะสนุกยังไงกัน?

แต่ถ้าหากลองติดตามดูจริงจังแล้ว  จะค่อยๆเห็นว่า …เออ มันมีอะไรมากกว่าที่เคยคิดแฮะ

มันไม่ใช่การกระโดดเชือกธรรมดา  แต่เป็นการกระโดดเชือกประกอบลีลาเพื่อแข่งขันชิงรางวัลถ้วยพระราชทาน

ซึ่งนั่นอาจยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญเท่ากับว่า โรงเรียนที่ทางรายการเข้าไปถ่ายทำนั้น  เป็นโรงเรียนต่างจังหวัดไกลปืนเที่ยง    และแน่นอน , แต่เดิมเขาไม่เคยรู้จักการแข่งขันกระโดดเชือกแบบที่ว่า แต่ทางรายการนี้แหละ เป็นคนนำข้อมูลการแข่งขันกระโดดเชือกนี้ไปแนะนำให้

จากเชือกเส้นเล็กๆที่แกว่งไปมา   ไม่น่าเชื่อว่ามันจะสามารถเปลี่ยนชีวิตของคนหลายคนที่นั่นได้

จากวันแรกแห่งการฝึกกระโดด  – โดดติด  โดดพลาด  โดดติด

สู่การซ้อม ซ้อม ซ้อม และซ้อม

สู่การคัดเลือกตัวแทนโรงเรียนไปลงสนามแข่งขันระดับประเทศ

ช่วงเวลาเหล่านั้น ได้เปลี่ยนแปลงเด็กติดเกมขั้นรุนแรงคนหนึ่ง ให้หันมาใช้เวลาในการกระโดดเชือกกับเพื่อนๆแทนการเดินเข้าร้านเกม    ได้เปลี่ยนเด็กหญิงในมุมเงียบเหงาคนหนึ่ง ให้สามารถเข้ากับเพื่อนได้และมีรอยยิ้มในชีวิตกลับคืนมา   ได้ฝึกให้เด็กๆกลุ่มหนึ่งกล้าที่จะฝัน กล้าที่จะหวัง กล้าที่จะพยายาม กล้าที่จะเอาชนะความท้อแท้  เพื่อให้ก้าวไปสู่จุดหมายปลายทางคือถ้วยพระราชทานในการแข่งขันระดับประเทศ

จากโรงเรียนเล็กๆที่ไม่มีใครรู้จักการแข่งขันนี้  จนวันนี้พวกเขาคือแชมป์ระดับประเทศ

สิ่งที่เด็กๆกลุ่มนี้ได้กลับไป  หาใช่แค่ถ้วยรางวัลไม่  แต่คือความภาคภูมิใจในแววตา    หากมองย้อนไปถึงช่วงเวลาแห่งการฝึกซ้อม  พวกเขาล้วนผ่านช่วงเวลาแห่งความเหนื่อย ความล้า ความท้อ ความไม่เข้าใจกัน

มันไม่ใช่แคเกมกระโดดเชือก  แต่มันคือเกมสร้างความภาคภูมิใจแห่งชีวิต

และวันนี้หากไปดู   จะเห็นเด็กๆมากมายกำลังกระโดดเชือก  ตามรอยความฝันที่พี่ๆได้ปูทางไว้

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.